เว็บบอร์ด

   
   
Total: 0:               
 
    
“หลักการเบื้องต้นในการทำสมาธิ” [No. 0]
สรุปพระธรรมเทศนา เรื่อง “หลักการเบื้องต้นในการทำสมาธิ”
ณ สถานธรรมนราภิรมย์ จังหวัดนครปฐม
วันเสาร์ที ๒ กันยายน ๒๕๕๓
สอนโดย ท่านอาจารย์ ขจร สุภทร์วัน

เรื่อง “การทำสมาธิ” นั้น ปัจจุบันมีผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมใฝ่กันมาก แต่ส่วนใหญ่นั้น ไม่สามารถทำสมาธิเข้าสู่ “ความสงบและเยือกเย็น” (สมถะกรรมฐาน) ได้ (หรือ สงบบ้าง ไม่สงบบ้าง) เมื่อไม่สามารถสงบและเยือกเย็นได้ การพิจารณาเพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริง หรือที่เรียกว่า “วิปัสนาญาณ” นั้น ก็ยากที่จะเข้าถึงได้ จึงเป็นสาเหตุให้ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นๆ ไม่สามารถ “บรรลุธรรม” ได้ จึงยังคงมี “อารมณ์ยินดี” เมื่อตัวเองมีความพอใจ และ “อารมณ์ยินร้าย” เมื่อตัวเองไม่พอใจ เกิดอารมณ์ “ปฏิฆะ” (ความโกรธ เร่าร้อน) ในสิ่งแวดล้อมหรือผลกระทบต่างๆ ที่เข้ามาหาตนเอง
ด้วยเหตุผลดังกล่าวในเบื้องต้น วันนี้ ท่านอาจารย์จึงได้สอนเรื่อง “หลักการเบื้องต้นในการทำสมาธิ” ว่า.. เราทุกคนควรกระทำอย่างไร จึงจะสามารถเข้าถึง “ความสงบและเยือกเย็น” ที่แท้จริงได้... ซึ่งผมเห็นว่า สมควรที่จะสรุปและเรียบเรียงเป็นบทความสั้นๆ เพื่อเป็นพื้นฐานเบื้องแรกสำหรับทุกคนที่จะเริ่มต้นฝึกสมาธิ หรือแม้แต่นักปฏิบัติหลายท่านที่ยังไม่สามารถเข้าถึงความสงบที่แท้จริงได้ (แม้ว่าจะปฏิบัติธรรมมาหลายปีแล้วก็ตาม) นำไปเป็นข้อคิดและเป็น “แรงผลักดัน” เพื่อให้เข้าถึงให้ได้
สมาธิ เกิดจาก การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เป็นของวิเศษ มีคุณประโยชน์มาก เราไม่ต้องลงทุนเสียเงิน เสียทอง หรือเสียเวลาขวนขายไปซื้อหา จริงๆ ต้องกล่าวว่า “ไม่สามารถซื้อขายได้” น่าจะถูกต้องกว่า! สมาธิ อยู่ที่ “ตัวเรา” เท่านั้น... เราจะต้องเป็นผู้สร้างขึ้นมาเอง ครูบาอาจารย์ ท่านได้แต่เพียงชี้แนะและแนะนำวิธีการในการปฏิบัติให้เราได้เท่านั้น
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “สมาธิ” เสียก่อนว่า มีความหมายที่แท้จริงในทางปฏิบัติอย่างไร สมาธิ สามารถแยกได้เป็นสองส่วน คือ “ความตั้งใจ” กับ “ความมั่นคงเด็ดเดี่ยว” ดังนั้น จึงมีความหมายในเชิงปฏิบัติว่า “เราต้องมีความตั้งใจที่จะกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกอย่างมั่นคง เด็ดเดี่ยว จะต้องไม่ให้อารมณ์ใดๆ มาทำลายความตั้งใจของเราได้” เปรียบเสมือนกับคนสองคน คนที่ทำงานไปเรื่อยๆ กับ คนที่มีความตั้งใจในการทำงาน ผลที่ได้รับ ย่อมต้องมีความแตกต่างกันทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกนั้น คนตั้งใจทำงาน ผลงานย่อมออกมาดี เป็นที่น่าพอใจ ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ส่วนในทางธรรมนั้น การทำสมาธิ อย่าทำแบบไม่ตั้งใจทำ เสียเวลาเปล่า! มรรคผลของพระพุทธเจ้านั้นมีจริง! คนที่ไม่มีตวามตั้งใจ อ่อนแอ เกียจคร้าน ย่อมไม่มีบุญได้เข้าถึง ต้องการคนที่ตั้งใจจริงและเด็ดเดี่ยว ซึ่งสมัยที่อาจารย์ฝึกนั้น “ถ้าทำไม่ได้ ขอยอมตายดีกว่า” นี่คือ การแสดงให้เห็นถึง “กำลังใจ” ของท่านอาจารย์ที่เด็ดเดี่ยวและมั่นคงในการฝึกปฏิบัติ จนท่านอาจารย์บรรลุธรรม และนำธรรมะที่ท่านอาจารย์บรรลุนั้น มาสอนพวกเราได้
สมาธที่เราทำได้นั้น จะต้องเป็นสมาธิของคนดี (อริยะบุคคล) ไม่ใช่เป็น “สมาธิของคนชั่ว” ดังนั้น สมาธิ จึงเกี่ยวข้องกับ “เสาสี่หลัก” ได้แก่
เสาต้นแรก อิทธิบาท ๔ (เราจะต้องมี “จิตตะ” คือ มีความตั้งใจมั่น)
เสาต้นที่สอง พรหมวิหาร ๔ (คนดีจะต้องมีคุณสมบัติในข้อนี้)
เสาต้นที่สาม บารมี ๑๐ (กำลังใจของเราที่จะต้องทำให้ครบ ๑๐ อย่าง)
เสาต้นที่สี่ จรณะ ๑๕ (เราจะต้องรู้วิธีการปฏิบัติที่พระพุทธองค์กำหนดไว้)
ถ้าขาดเสาต้นใดต้นหนึ่ง เราก็ไม่สามารถเข้าถึงมรรคผลของพระพุทธเจ้าได้เลย เปรียบเสมือนการปลูกบ้าน บ้านหลังไหน ถ้ามีเสาไม่ครบ ๔ เสา บ้านทรงตัวอยู่ไม่ได้ บ้านจะพัง และเสาที่ตอกลงดิน ก็จะต้องตอกให้แน่น ตอกตื้นไม่ได้อีกเช่นกัน ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าเรามุ่งมรรคผล เราจะทำตนอ่อนแอไม่ได้!
การทำสมาธินั้น จะต้องมี “ความเพียร” ในการ “ทวนกระแส” ไม่ไหลไปตามกิเลส รูป รส กลิ่น เสียงภายนอก... อยากกิน ไม่ให้มันกิน... อยากดู ไม่ให้มันดู.... “ไม่ตามใจ” สมัยที่อาจารย์ฝึกอยู่นั้น อาจารย์ป่วยหนัก ชนิดที่เรียกว่า ตาลาย ขนาดฝ้าเพดานหมุน จิตบอกว่า ให้พักก่อนหรือให้นอนสวด แต่เมื่ออาจารย์นึกถึงกรณีของหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ในวันที่ท่านมรณภาพนั้น ท่านป่วยหนัก แต่ท่านก็ยังลุกขึ้นมาไหว้พระจนเสร็จ แล้วท่านก็มรณภาพ แสดงให้เห็นถึงว่า “ท่านทำถึง ท่านมีความตั้งใจมั่นและเด็ดเดี่ยว” อาจารย์จึงลุกขึ้นมาไหว้พระ สวดมนต์เป็นฌาน ปล่อยวางในขันธ์ห้า ทำให้ประจักษ์ว่า เมื่อเรามั่นคงเด็ดเดี่ยวในข้อวัตรปฏิบัติ อาการป่วยนั้นก็จะหายไปเอง จนถึงปัจจุบันนี้ แม้ว่าอาจารย์จะเพลียสักแค่ไหนก็ตาม ไม่เคยพลาดข้อวัตรฯ มีความเที่ยงต่อข้อวัตรฯ มรรคผลจึงเกิดขึ้น เข้าถึงญาณหยั่งรู้ต่างๆ จนเกิดความสลดสังเวช เบื่อหน่ายจางคลาย กิเลสลดน้อยลง ชีวิตร่างกาย แม้ไม่เป็นสุข แต่จิตใจมีความสุขมาก
ความสงบที่เกิดขึ้นนั้น มี ๒ อย่าง คือ สงบ แต่ไม่เยือกเย็น ใจไม่เบา อึดอัด ไม่มีความสุข มีแต่ความเร่าร้อน เพราะ “ทำไม่ถูกต้อง” กับ สงบและเยือกเย็น จะทำให้กายเบา ใจเบา โล่ง โพรง มีความสุขใจมาก เราจึงจำเป็นต้องพิจารณาว่า ความสงบของเราที่เกิดจากการทำสมาธินั้น เป็นลักษณะแบบไหน ถ้าสงบแล้วไม่เยือกเย็น แสดงว่า เราขาด “พรหมวิหาร ๔
เคล็ดลับหรือหลักการง่ายๆ ในการสร้างจิตใจของเราให้มี “พรหมวิหาร ๔” นั้น ไม่ใช่เพียงแค่เรียนรู้แบบ “ปริยัติ” รู้ว่า มีอะไรบ้าง (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) แต่...คนเข้าใกล้เรา ไม่เย็น ซึ่งท่านอาจารย์สอนให้เราหมั่นสอนใจตัวเองว่า... เราจะไม่เป็นศัตรูกับใคร
ให้เรามีความรู้สึกดีต่อคนอื่นและสัตว์อื่น
หัวอกเขา หัวอกเรา เอาใจเขามาใส่ใจเรา
เราไม่ชอบแบบไหน เราอย่ายัดเยียดในสิ่งที่คนอื่น สัตว์อื่นไม่ชอบ
เราชอบหรือพึงพอใจแบบไหน เราจงสร้างความพึงพอใจนั้นให้กับคนอื่น สัตว์อื่น
ให้อภัยแก่ผู้ที่กระทำผิดต่อเรา
ถ้าเราเป็นเขาล่ะ เราจะทำอย่างนั้นไหม
ถ้าคนอื่นมีทุกข์ ไม่เกินวิสัยที่เราจะช่วยเหลือหรือสงเคราะห์ได้ เราจะให้การช่วยเหลือและสงเคราะห์แก่เขา (โดยที่เราไม่เดือดร้อน)
ดังนั้น เราจึงต้องสร้างพรหมวิหาร ๔ ให้เกิดขึ้นในเบื้องต้นเสียก่อน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ทานและศีลบริสุทธิ์ตามมาเอง อันจะส่งผลต่อเนื่องไปที่ “สมาธิ” ที่เกิดขึ้น จึงจะ “สงบและเยือกเย็น” การรู้แจ้งเห็นจริงจึงจะเกิดขึ้นได้
พระเถระองค์หนึ่ง ท่านกล่าวว่า “ผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ หมดหน้าที่การงานแล้ว”
หมายความว่า ท่านรู้แจ้งเห็นจริงจนกิเลสทำอะไรท่านไม่ได้ ท่านจึงหมดหน้าที่ในการต่อสู้แล้ว (แต่ท่านยังคงต้องบิณฑบาตรและปฏิบัติข้อวัตรฯ อยู่)
และกว่าที่ท่านจะรู้แจ้งเห็นจริง (ในกิเลสตัณหา) นั้น ท่านก็จะต้องทำสมาธิอยู่ต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่ว่าท่านจะทำอะไรอยู่ก็ตาม
ขณะเมื่อเราทำสมาธิแล้ว เราจะไม่ยอมให้ “นิวรณ์” ตัวไหน มาดึงเราออกไป เราจึงไม่ต้องใช้เวลานานในการเข้าถึง “สมาธิ” แต่...ที่นาน เพราะ... เราขาดความตั้งใจ มั่นคง และเด็ดเดี่ยว คุณประโยขน์ของการการทำสมาธิ สมาธิ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้มาซึ่งความสมบูรณ์ใน…
อายุ อายุจะยืน ตายช้า ความทุกข์ใจมีน้อย
วรรณะ ความเสื่อมโทรมทางร่างกายมีน้อย ใบหน้าผ่องพรรณ ราศีดี โหงวเฮ้งไม่เศร้าหมอง
สุขะ สุขภาพอนามัยดี ความสุขจอมปลอม (จากกิเลสตัณหาที่ก่อทุกข์ก่อโทษ จนเป็นทาสของ กิเลสที่ไม่รู้จักคำว่า พอ) ลดลง
พละ กำลังกาย-ใจ ดี อุปสรรคเรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วยลดลง เพราะเขามีกำลังใจรู้ว่า ความไม่เที่ยง แท้นั้นมีอยู่
เงินทอง เป็นอานิสงส์ที่เกิดจาก “ศีลที่บริสุทธิ์” (สีเรนะ โภคะสัมปทา)
อย่างไรก็ตาม เงินทองหรือความร่ำรวยที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากการมีพรหมวิหาร ทานดี ศีลดี สมาธิดี เกิดปัญญาขึ้น แต่พอร่ำรวย (มี) แล้ว กลับตระหนี่ เป็นผลให้ทางธรรมต้องเสียหาย ดังที่พระเถระรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “ยิ่งมีทรัพย์สมบัติมากเท่าไร ความฉิบหายทางธรรมก็จะตามมา” เราจึงจำเป็นต้องระมัดระวังให้ดี อย่า “ไหล” ไปตามความสุขทางโลกที่ถาโถมและปรนเปรอเข้ามา
ในตอนท้ายนี้ อาจารย์ขอสรุปว่า.....
๑. การทำสมาธินั้น เราจะต้องมีความเช้าใจในหลักการ และเราจะต้องมีความตั้งใจ มั่นคง เด็ดเดี่ยวในการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ไม่ให้รูป รส กลิ่น เสียง มาทำให้สมาธิของเราต้องหลุดหายไป
๒. สมาธิของเรา ถ้า สงบ แต่ไม่มีความเยือกเย็น ยังคงถือว่า เป็น “มิจฉาสมาธิ” อยู่ ไม่เป็นผลดีและเป็นประโยชน์ต่อชีวิตเราเลยในทางโลก ให้รีบแก้ไขเสีย!!!
************************************************************
สรุปและเรียบเรียงธรรมะบรรยายโดย... หมอเล็ก
วันเสาร์ที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๓
By : หมอเล็ก  email  (อ่าน 1309 | ตอบ 4)  (02/10/2553 21:24:28)
Total: 0:               
 
    
เสนอความคิดเห็น
รายละเอียด : *
รูปภาพ :
(นามสกุลไฟล์ควรเป็น [ jpg , jpeg , gif ] และไฟล์ไม่เกิน 100 Kb)
ชื่อ : *
อีเมล์ :
* กรุณากรอกตัวอักษรและตัวเลขให้ถูกต้อง