พุทธธรรมสงฆ์ เว็บไซต์ kasinung.com เป็นเว็บไซด์  ธรรมะ,  สอนธรรมะ, ฟังธรรม, ฟังธรรมะ, เรียนธรรมะ, ปฏิบัติธรรม !! การเข้าถึง..พระรัตนตรัย..พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ..  ต่อจากนี้ไป!! ท่านสามารถติดตามข่าวสารและคำสอน..หรือคุยเรื่องปัญหาชีวิต..ในข้อธรรมะที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของท่านเอง...โดย " อาจารย์ อ.กสินัง " ได้จาก " ห้องธรรมะ " (เว็บบอร์ด) ค่ะ!!..และท่านที่ต้องการหนังสือการปฎิบัติกรรมฐานเบื้องต้น  (แจกเพื่อเป็นธรรมทาน).... ท่านสามารถแจ้ง.ชื่อและที่อยู่ติดต่อได้ที่.." ห้องธรรมะ " หรือ โทร. 089-1161231, Fax. 02-4159527 ค่ะ!! 

บทความ
เรื่อง "ความไม่รู้" ด้วยความเคารพอย่างสูง! ครับ!!.ท่านอาจารย์!! (อ่าน 3573/ตอบ 0)
กราบเรียนท่านอาจารย์ที่เคารพอย่างสูง
 
ผมได้มีโอกาสฟังธรรมของปี 2546 ใจความตอนหนึ่ง ท่านอาจารย์ได้สอนว่า....
 
การปฏิบัติธรรมนั้น ยาก.... ยากตรงที่เราเข้าไม่ถึง.... แต่จะง่าย ถ้าเราเข้าไปเห็นความเป็นจริงนั้นๆ
คนที่ออกจากความมืดออกมาอยู่ในที่สว่างแล้ว เขาจะไม่สามารถกลับเข้าไปสู่ที่มืดนั้นได้อีก
เพราะ... เขาได้เห็นทุกข์โทษของการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ที่มีแต่ความประมาทนั้นแล้ว เว้นเสียว่า... เขาเห็นไม่จริง!!!
 
สัจธรรมหรือความเป็นจริงที่ท่านอาจารย์ได้สอนนี้ จะเป็นความจริงตลอดกาล... ไม่มีใครสามารถลบล้างความเป็นจริงนี้ได้
หากเขามีความคิดเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง หรือที่ทางพระ เรียกว่า "สัมมาทิฐิ" นั่นเอง
 
แต่... ประเด็นอยู่ที่ว่า... บุคคลนั้นๆ จะสามารถคงความคิดเห็นถูกต้องเช่นนั้นได้ตลอดไปได้อย่างไร???... ถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงสอนไว้เมื่อ 2500 กว่าปีที่ผ่านมา.... และถูกต้องตามที่ท่านอาจารย์ได้ยกตัวอย่างในหลายๆ เรื่อง....
 
ที่เห็นได้ชัดเจน คือ.... กรณีของน้องแพน ด้วย "ความไม่รู้" จึงเอามือไปจับ spotlight ที่เปิดส่องไฟอยู่ ทำให้มือพอง ปวดแสบปวดร้อน.... จนปัจจุบันนี้ ผมก็เชื่อว่า น้องแพนจะไม่กล้าเอามือจับ spotlight นั้นอีก เพราะ... เด็กได้เห็นทุกข์โทษนั้นจริงๆ แล้ว
 
หรือแม้แต่กรณีของจีจี้ สมัยเมื่อตอนเด็กๆ อายุประมาณสัก 3-4 ขวบ นั่งไปในรถด้วยกันกับผมและแดง ด้วย "ความไม่รู้" อีกเหมือนกัน เอามือไปกดที่เขี่ยบุหรี่ จนเด้งออกมา ไฟแดงร้อนเพียงพอที่จะจุดบุหรี่ติด จีจี้ก็ได้เอามือไปลองแตะไฟแดงๆ นั้นดู ด้วยความร้อนของขดลวด ทำให้หนังที่นิ้วพอง ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดอีกเช่นกัน.... วันนี้ผมได้ถามจีจี้ว่า จำเหตุการณ์นี้ได้ไหม จีจี้ตอบว่า จำได้ และไม่กล้าที่จะไปข้องแวะอีก เพราะ กลัวว่านิ้วจะพองและเจ็บปวดอีก...
 
ฉันใดก็ฉันนั้น... หากบุคคลเห็นทุกข์โทษที่จะได้รับตามมาทันที และเกิดผลประทบต่อตัวเอง เขาจะไม่กล้าที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ อีก เว้นเสียว่า.... เขาไม่มีความเกรงกลัวต่อบาปและความผิดที่จะตามมา....
 
หากท่านอาจารย์ถามผมว่า.... "เธอสามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมนั้นได้อีกไหม?"  ผมสามารถตอบได้ทันทีเลยว่า "ย่อมไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตเช่นนั้นอีกแล้ว" เพราะ... ท่านอาจารย์ได้สอนให้เห็นความเป็นจริงและยกตัวอย่างหลายๆ ตัวอย่างประกอบอย่างชัดเจน และอธิบายซ้ำหลายครั้ง แต่ละครั้งก็จะมีเนื่อหาเหมือนเดิม ทำให้ผมเห็นจริงตามนั้นโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ มาโต้แย้งหรือหักล้างได้เลย!!!!
 
แต่...เนื่องจากความรับรู้ของคนแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ.... สมาธิ ความจดจ่อ และการน้อมนำเข้าคิดพิจารณาว่า เป็นจริงไหม?.... อีกทั้งการยอมรับหรือความศรัทธาในตัวครูบาอาจารย์ว่า มีมากน้อยขนาดไหน? คงเส้นคงวาหรือไม่? ความศรัทธานั้นมีเหตุผลหรือไม่? ที่สำคัญที่สุดคือ.... เขานำคำสอนนั้นๆ ไปปฏิบัติด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องหรือไม่? นั่นคือ... กำลังใจของคนแต่ละคนไม่เท่ากันนั่นเอง....
 
ผมเชื่อครับว่า.... คนที่มีความทุกข์ ยิ่งมาก ก็จะยิ่งมีกำลังใจในการปฏิบัติมากและต่อเนื่องด้วย  แต่ก็มีข้อยกเว้นนะครับสำหรับคนบางคนที่ปฏิบัติและเห็นผลที่ได้รับด้วยตนเองแล้ว และ "ไม่หลงผิด" หรือ "เมา" ไปกับลาภผลที่ได้รับทางโลก จนลืมและขาดสติสัมปชัญญะในการคิดพิจารณาตามที่ท่านอาจารย์ได้สอนและตักเตือนมาโดยตลอด
 
วันนี้ ผมขออนุญาตจบแต่เพียงเท่านี้ก่อนครับ และผมจะจดจำข้อธรรมที่ได้คิดไว้ในใจว่า เราต้องไม่ประมาท ความตายรอเราอยู่ และ ผมจะไม่เป็น "สุนัขที่แทะกระดูก" ตัวนั้นครับ
 
สุดท้ายนี้ ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ขอประทานโทษนะครับ "สุนัขที่แทะกระดูก" แต่ผมคิดว่า ท่านอาจารย์มีความห่วงใยลูกศิษย์ทุกคน ไม่อยากให้พลาดพลั้งเหมือนคนบางคน แต่มีความปรารถนาให้ทุกคนเดินตามแนวที่ท่านอาจารย์ได้ปฏิบัติมาชนิดที่เรียกว่า "เอาตายเข้าว่า" และได้พิสูจน์ว่า "ชีวิตหลังตายมีจริง" ไม่ใช่เรื่องที่แต่งหรือกุขึ้นเพื่อหลอกเรา ท่านอาจารย์ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดเลยครับ...
 
ขอกราบเรียนมาด้วยความเคารพอย่างสูง
หมอเล็ก