พุทธธรรมสงฆ์ เว็บไซต์ kasinung.com เป็นเว็บไซด์  ธรรมะ,  สอนธรรมะ, ฟังธรรม, ฟังธรรมะ, เรียนธรรมะ, ปฏิบัติธรรม !! การเข้าถึง..พระรัตนตรัย..พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ..  ต่อจากนี้ไป!! ท่านสามารถติดตามข่าวสารและคำสอน..หรือคุยเรื่องปัญหาชีวิต..ในข้อธรรมะที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของท่านเอง...โดย " อาจารย์ อ.กสินัง " ได้จาก " ห้องธรรมะ " (เว็บบอร์ด) ค่ะ!!..และท่านที่ต้องการหนังสือการปฎิบัติกรรมฐานเบื้องต้น  (แจกเพื่อเป็นธรรมทาน).... ท่านสามารถแจ้ง.ชื่อและที่อยู่ติดต่อได้ที่.." ห้องธรรมะ " หรือ โทร. 089-1161231, Fax. 02-4159527 ค่ะ!! 

บทความ
นักปฏิบัติพระกรรมฐาน ควรจะรู้อะไรบ้าง (อ่าน 3533/ตอบ 0)

สรุปพระธรรมเทศนา เรื่อง “นักปฏิบัติพระกรรมฐาน ควรจะรู้อะไรบ้าง”
ตอน... “เราทำสมาธิ เพื่ออะไร และ ได้อะไร”
วันเสาร์ที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๓
สอนโดย....ท่านอาจารย์ อ.กสินัง


****************************************************

    วันนี้ ถือเป็นโอกาสพิเศษสุดที่ไม่ใช่วันเสาร์ต้นเดือนหรือปลายเดือน แล้วท่านอาจารย์เมตตาเดินทางไปสอนธรรมะที่สถานธรรมฯ เป็นกรณีพิเศษสำหรับนักปฏิบัติพระกรรมฐานกลุ่มหนึ่ง ท่านอาจารย์จึงเตือนว่า.. “กำลังใจของผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ใครมามากหรือมาน้อย” แต่ขึ้นอยู่กับว่า...

 ผู้ปฏิบัตินั้นๆ มาได้ตลอดรอดฝั่งไหม?

 ทรงอารมณ์กรรมฐานได้ตลอดหรือไม่?

 มีศรัทธาตลอดหรือไม่? บางคนเบื้องต้น มีศรัทธาแรงกล้า แต่พอไปสักระยะหนึ่ง ท้อถอย เปรียบเสมือนกับ.... คนที่วิ่งสุดแรงเกิด แต่ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทาง หมดแรงเสียก่อน ท้อแท้!

 แต่สำหรับ “คนที่ได้ดวงตาเห็นธรรมหรือได้กระแสพระนิพพาน” แล้ว เขาจะเห็นว่า “ธรรมะเป็นของวิเศษสุด จนไม่สามารถเอาอะไรมาเปรียบหรือเอามาแลกได้ ฝึกและรักษาอารมณ์ที่มีความถูกต้องได้ตลอด ไม่ให้จิตตก เขาจะไม่เลิกกลางคัน”
ปัจจุบันนี้ คนทั่วไปปฏิบัติกรรมฐานกันเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่...ทำไม่ได้! หรือ เข้าไม่ถึง! เพราะ คนที่ได้กรรมฐานจริง หรือเข้าสู่กระแสพระกรรมฐานหรือกระแสพระนิพพาน (เข้าสู่ความเป็นพระอริยะบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป) แล้วนั้น จะมีลักษณะ ดังนี้

 นิ่งเงียบ ไม่อยากคุยกับใคร อยากอยู่คนเดียว!!!

 รูป รส กลิ่น เสียง จะไม่สามารถนำพาจิตใจเขาให้เข้าไป “หลง” หรือ “หมกมุ่น” ได้อีก

 อารมณ์ “หิวโหย” จะไม่มี ไม่สามารถถูกดึงกลับไปสู่จุดเดิมได้อีก

 ไม่สนใจใคร สนใจแต่เรื่องพระกรรมฐานอย่างเดียว มีเวลาว่าง ก็ไม่อยากเดินห้าง อยากมาทำกรรมฐาน (เพื่อสลดและสลัดกิเลสของตนเอง)

 กำลังใจของคนที่เดินเส้นทางนี้ ต้องอาศัย “ตนเอง” เป็นเหตุ (อย่าอาศัยคนอื่นเป็นเหตุ) และมีความตั้งมั่น แม้มีเพียงคนเดียว ก็ทำ (อย่ามีจิตคิดแอบแฝง) ทั้งนี้ เพื่อให้กิเลสตัณหาจางคลาย สลดเบื่อหน่ายในความผิดของตนเอง (เป็นพระอริยะเจ้าได้)

       แต่.... คนที่อยู่คนเดียว ใช่ว่า จะเป็นคนดี เป็นคนชั่วก็มี! เพราะ อยากให้คนอื่นศรัทธา จึงไม่เป็นไปเพื่ออริยะบุคคล แต่.. เป็นไปเพื่อความต่ำทราม! คนที่มีอารมณ์ชั่วดังกล่าวอยู่ ก็จะมีแต่ “ความหวาดสะดุ้งกลัว” ขณะที่ คนดี (มีความชั่วน้อย) จะเริ่มมีแต่ความบริสุทธิ์ จะไม่มีอารมณ์หวาดสะดุ้งกลัว มีแต่ความสุขกายสบายใจ

       แม้ว่าอาจารย์จะอธิบายเรื่อง “การทำสมาธิ” ไปหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่... เรื่องของสมาธิไม่มีวันจบ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราจะต้อง “รู้” และ “ทำความเข้าใจว่า ปฏิบัติอย่างไร?”  บางครั้งแม้ว่าเราจะมีความเพียรมากสักเท่าไดก็ตาม ความสงบก็ไม่เกิดขึ้น! เพราะ... “เราเข้าใจผิดในวิธีปฏิบัติ จึงไม่สัมฤทธิ์ผล“

       ดังนั้น ความเข้าใจอันดับแรก คือ.... เราทำสมาธิ เพื่ออะไร? และ ได้อะไร? และเมื่อเรามี “ความเข้าใจ” ก็จะทำให้เราเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ท้อถอย.... แต่ถ้าเราไม่เข้าใจ เราก็จะมี “ความลังเลสงสัย” และ ในที่สุด ก็ไม่อยากทำ...

       ในทางปฏิบัติ บางคนทำสมาธิแล้ว  ความวุ่นวายหมดและหายไปจากใจแล้ว จึงอยากทำ เพราะ ใจสงบ ความสงบ เมื่อเราได้มาแล้ว แล้วเราจะได้อะไรอีก... เราก็จะได้ “การรู้แจ้งเห็นจริง”

       เปรียบเสมือน เราเรียนหนังสือ เราได้ “ปัญญาโลกียะ” เรายังเดือดร้อน เป็นทุกข์ แต่..คนที่จะพ้นทุกข์ได้นั้น จะต้องได้ “ปัญญาโลกุตตระ” เท่านั้น

       แต่เดิมนั้น จิตใจของเรา “หมกมุ่นอยู่กับความฟุ้งซ่าน” เมื่อเราเริ่มสร้างความสงบให้เกิดขึ้นด้วย...การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก (อานาปานุสติกรรมฐาน) อารมณ์ต่อต้านก็จะเกิดขึ้น เราไม่ชินกับความสงบ เราชินกับอารมณ์ฟุ้งซ่าน เราจึงทิ้งและไม่ทำ!

       ดังนั้น การสอนใจตนเองให้เข้าสู่การทำสมาธินั้น จะต้องมี ”ความชาญฉลาด” และต้องอาศัย “เวลา” ให้จิตเราชิน และยังต้องมี “อารมณ์มัชฌิมา” คือ มีใจเป็นกลาง ด้วยใจเป็นกลางเป็นอย่างไร... พอเราเริ่มทำสมาธิไปสักระยะหนึ่ง จิตมันจะ “ดิ้น” ไปคิดเรื่องอื่น เราก็จะต้องดึงกลับมา ดึงกันไป-ดึงกันมา ถ้าเราไม่รู้จัก “อารมณ์มัชฌิมา” เราจะท้อ เพราะ อารมณ์ฟุ้งซ่านมีมากกว่า และยิ่งถ้าเราไม่มีความมุ่งมั่นในการทำสมาธิ  เราก็จะเลิกทำเลย!

      การที่เราทำอะไรสักอย่าง ถ้ามี “ความอยาก” เกิดขึ้น  ความอยากนั้นจะขวางกั้นทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่การที่เราอยากเข้าสู่ความดีหรือพระนิพพาน เพราะถ้าอยากมาก อารมณ์ท้อถอยก็จะเกิดขึ้นทันที เทื่อเรา “แพ้” เราก็จะท้อมากขึ้นอีก จนเราก็จะหลุดจากพระกรรมฐานไป

     เคล็ดลับในการทำสมาธินั้น คือ  ทำแล้ว จะต้องสบายใจ (ใจสบาย) ถ้าทำแล้ว เครียด แสดงว่า ตึงเกินไป ต้องถอนลงมา แต่ไม่ทิ้งพระกรรมฐานในเบื้องแรกนะ....

     เราจะทำอะไรอยู่ก็ตาม... อาบน้ำ ยืน เดิน นั่ง นอน ....ให้จิตเราอยู่กับลมหายใจเข้าออกตลอดเวลา อย่าไปคิดเรื่องอื่น ให้คิดอยู่กับลมหายใจอย่างเดียว เดี๋ยว “ความชินกับสมาธิ” ก็จะเกิดขึ้นเอง และเมื่อจิตที่ถูกฝึกฝน ถูกป้อนอยู่ตลอด จะเป็น “จิตที่มีอำนาจสมาธิ และเป็นจิตที่มีพลัง” เมื่อเราอธิษฐานอะไรก็ตาม มักจะได้รับผลตามที่ต้องการ.... ดังตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านได้กล่าวว่า.... “หยุดใจได้เมื่อไหร่ สำเร็จเมื่อนั้น”

     ท้ายที่สุดนี้ ท่านอาจารย์ยังได้กล่าวย้ำเตือนอีกว่า “เวลานี้ จิตใจของคนเสื่อมจากความดี เราจึงต้องฝึกกรรมฐานให้มาก (และถูกวิธีด้วย) คนที่ไม่มีกรรมฐาน ก็จะไม่มีอะไรคุ้มครองตัวเองเลย” ดังที่จะเห็นได้จากในปัจจุบันนี้ คนป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ เข้าโรงพยาบาล แพทย์ก็ตรวจไม่พบ หาสาเหตุไม่เจอ บางครั้งก็ลงความเห็นว่า “เป็นโรคจิต”  ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว บางกรณีเป็นเรื่องของกรรมวิบากที่ตามมาทัน หรือกรรม (ไม่ดี) ที่คนนั้นๆ สร้างขึ้นมาใหม่เอง และมาประจวบเหมาะพอดี จึงทำให้เกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเกิดความยากลำบากในการทำมาหากิน

      แต่... ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เราปฏิบัติชำระล้างจิตใจของเราจนใสสะอาด มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ อยู่ในจิตใจของเราตลอดเวลา... เมื่อนั้น ก็จะไม่มีอะไรมาจะทำร้ายเราได้ ถ้าเราดีจริง!.....

****************************************************
สรุปคำสอนและเรียบเรียงโดย  .... หมอเล็ก
วันจันทร์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๓