พุทธธรรมสงฆ์ เว็บไซต์ kasinung.com เป็นเว็บไซด์  ธรรมะ,  สอนธรรมะ, ฟังธรรม, ฟังธรรมะ, เรียนธรรมะ, ปฏิบัติธรรม !! การเข้าถึง..พระรัตนตรัย..พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ..  ต่อจากนี้ไป!! ท่านสามารถติดตามข่าวสารและคำสอน..หรือคุยเรื่องปัญหาชีวิต..ในข้อธรรมะที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของท่านเอง...โดย " อาจารย์ อ.กสินัง " ได้จาก " ห้องธรรมะ " (เว็บบอร์ด) ค่ะ!!..และท่านที่ต้องการหนังสือการปฎิบัติกรรมฐานเบื้องต้น  (แจกเพื่อเป็นธรรมทาน).... ท่านสามารถแจ้ง.ชื่อและที่อยู่ติดต่อได้ที่.." ห้องธรรมะ " หรือ โทร. 089-1161231, Fax. 02-4159527 ค่ะ!! 

บทความ
การเตรียมตัวก่อนตาย (อ่าน 4230/ตอบ 0)

สรุปพระธรรมเทศนา เรื่อง “นักปฏิบัติพระกรรมฐาน ควรจะรู้อะไรบ้าง?”

ตอน... “การเตรียมตัวก่อนตาย”

วันเสาร์ที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๔

แสดงธรรมโดย....ท่านอาจารย์ อ กสินัง

**************************************************

พระธรรมเทศนาในวันนี้ ท่านอาจารย์ได้นำเรื่องจริงของลูกศิษย์คนแรก (คุณหน่อง) ที่ได้มอบกายถวายชีวิตขอเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙ และปัจจุบันเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๒ ด้วยอายุขัยเพียง ๓๒ ปีเท่านั้น มาเป็นอุทาหรณ์ในการแสดงธรรมในวันนี้ ซึ่งผม (ในฐานะผู้สรุปและเรียบเรียงธรรมเทศนาในครั้งนี้) ก็ใคร่ขออนุโมทนาในการบรรลุดวงตาเห็นธรรมของท่านเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ....

ความเป็นจริง คนเราทุกคนเกิดมาต้องตาย สัจธรรมอันนี้ ย่อมไม่มีใครที่จะหลีกหนีพ้นแม้แต่คนเดียว!!! ดังนั้น การเตรียมตัว (เพื่อที่จะ) ตาย นั้น เราจะต้องรู้จักหลักพระกรรมฐาน เพราะถ้าไม่รู้ ยากที่เราจะเตรียมตัวตายได้

ลูกศิษย์คนหนึ่ง ฟังธรรมและปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านอาจารย์มาประมาณ ๓ ปี ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีว่า “มนุษย์ทุกคนจำเป็นและสมควรที่จะต้องฝึกฝนตัวเองให้เตรียมตัวก่อนตายให้ได้” ความตาย มีขึ้นกับทุกคน แต่...จะมีสักกี่คนที่นึกถึงและเตรียมตัว “ตาย” ได้

ลูกศิษย์คนนี้ ยามใกล้ตาย เมื่ออารมณ์ใจของเขาไม่รู้ความเป็นจริงในเรื่องความเจ็บ ความตาย เมื่อนั้น ความทุกข์จากความเจ็บจะมีมากเกินกว่าที่เขารับได้ แต่เพราะด้วยอาศัยพระกรรมฐานที่เขาฝึกมา และด้วยอายุเพียง ๓๒ ปี เขาสามารถ “วางเจ็บ-วางตาย” ได้ ด้วยรอยยิ้มอันเป็นสุข ยากที่ใครจะทำตามได้

ส่วนใหญ่คนทั่วไปเรียนและศึกษาธรรมะทางปาก น้อยคนนักที่จะทำได้ถึง บางคนคุยว่า ตัวเองสามารถทำสมาธิได้ถึงขั้นนั้นขั้นนี้ แต่พอความตายมาถึง ก็ยากอย่างยิ่งที่จะทำใจยอมรับได้

“ธรรมะนั้น ต้องศึกษาจากของจริง จึงจะรู้จริงว่า ของจริงนั้นเป็นอย่างไร”

ช่วงแรกลูกศิษย์คนนี้ดูเหมือนว่า “ไม่ได้อะไรเลย!” ตลอดระยะเวลา ๔๕ วันแรกที่เขานอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นั้น มีอาการดิ้นทุรนทุรายมาก มือไม้ไขว่คว้า แต่พอช่วงหลังย้ายมาอยู่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งนั้น เขาเจ็บปวดมากจนต้องขอร้องให้ทางโรงพยาบาลช่วยเอาโทรทัศน์มาไว้ในห้องไอซียู (ห้องผู้ป่วยหนัก) ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีที่ไหนทำกันหรอก

ด้วยความรักและความเมตตาที่ท่านอาจารย์มีต่อลูกศิษย์ ท่านอาจารย์จึงได้เดินทางไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล และได้มีการสนทนา รวมทั้งสอนพระกรรมฐานให้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้....

“เธอเอาโทรทัศน์มาตั้งไว้ทำไมในห้อง!”

“ผมเจ็บปวดและทรมานมาก ผมขอให้เขาเอาโทรทัศน์มาไว้ในห้อง (เพื่อดู) เพื่อที่จะบรรเทาอาการความเจ็บปวดที่มีอยู่ครับ”

“ทำไม? เธอไม่เอาพระกรรมฐานที่ได้ฝึกมา นำมาใช้”

“ผมใช้แล้ว แต่ความเจ็บปวดมีมาก ไม่สามารถกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกได้ครับ”

ท่านอาจารย์จึงได้สอนเขา ขณะที่เขาเจ็บปวดอยู่ ถามว่า “เธอเจ็บตรงไหน”

“ผมเจ็บตรงท้องมากครับ”

ท่านอาจารย์จึงบอกให้เขานึกถึงพระ และกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก แล้วท่านอาจารย์ก็เอามือทาบตรงท้องของเขา ประมาณ ๕ นาที เขาลืมตาขึ้น.... ท่านอาจารย์ถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง”

“อาการเจ็บที่ท้องบรรเทาลง แต่ไปเจ็บที่หน้าอกแทนครับ”

ท่านอาจารย์จึงบอกให้เขานึกถึงพระ และกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก แล้วท่านอาจารย์ก็เอามือทาบตรงหน้าอกของเขา สักพักหนึ่ง เขาบอกว่า “ความเจ็บที่หน้าอกหายแล้ว แต่ไปเจ็บที่ซี่โครงขวาแทนครับ”

ท่านอาจารย์ได้พิจารณาตามความเป็นจริง ก็พบว่า เขามีความเชื่อว่า อาจารย์เป็นที่พึ่ง ช่วยเขาได้ แต่การให้เขากำหนดภาพพระและกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นอุบายที่สอนเขาให้ทำสมาธิ จริงๆ แล้ว ความเจ็บปวดของเขาไม่ได้หายไปไหนหรอก (เพราะ อาจารย์เอามือไปทาบไว้เฉยๆ) แต่เขากลับมีความรู้สึกว่า เขาอบอุ่น ยามเมื่อมีอาจารย์อยู่ใกล้เขา และเมื่อเขากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก (ตามคำสอนและแนะนำของท่านอาจารย์ในเวลานั้น) จิตเขาถูกผูกอยู่กับลมหายใจที่เข้าออก ไม่ได้ผูกอยู่กับเวทนา (ความเจ็บปวด)

กรรมฐาน “อานาปานุสติกรรมฐาน” หรือกรรมฐานในการกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก ไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมดา แต่...ถ้าเราทำถึง จิตจะถูกแยกออกจาก เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณได้อย่างแน่นอน คนที่ทำไม่ถึง ก็ไม่มีประโยชน์อันใดในการทำสมาธินั้น

วันสุดท้าย... เขาใกล้ตาย ท่านอาจารย์ได้ไปเยี่ยมเขาอีกครั้งหนึ่ง ท่านอาจารย์ทราบจากหมอที่รักษาเขาว่า ตับ ไต ไส้ พุงของเขานั้น เน่าหมดแล้ว ต้องเจาะเอาน้ำเลือดน้ำหนองออกจากท้อง ข้างละ ๔ ขวด ซ้าย-ขวา สองข้าง ๘ ขวด เพื่อที่จะระบายเอาน้ำเลือดน้ำหนองออกมา เห็นได้ชัดว่า ความเจ็บที่มีอยู่ เหลือจะทน ในที่สุด ก็จะต้องตาย!!!

ท่านอาจารย์ถามเขาว่า “การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ยังทำเสมอต้นเสมอปลายไหม?” “ทำครับ” “แล้วรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่แสดงความมั่นใจว่า “ผมพร้อมที่จะตายแล้วครับ”

ท่านอาจารย์ได้พิจารณาดูจากสีหน้าของเขานั้น ไม่เหมือนตอนแรก.... วันนี้ หน้าตาของเขาผ่องใส เหลืองอร่าม ไม่แสดงอาการเจ็บปวด ไม่เหมือนคนที่กำลังจะตายเลย!!!

ท่านอาจารย์ถามเขาต่อไปว่า... “เธอรู้หรือยังว่า จะไปไหน?”

เขาตอบว่า... “ผมรู้แล้วครับ วันนี้ ผมมาลาอาจารย์และลูกเมีย”

คนบางคนคุยโม้โอ้อวด วางไม่ได้!!! แต่...เขาวางได้ เตรียมตัวก่อนตาย... เขารู้แล้วว่า ตายแล้ว จะไปไหน คนที่ไม่ได้เตรียมตัวก่อนตาย จะไม่รู้ว่าตัวเองจะไปไหน!

“เธอจะไปไหน?”... “ข้างบนครับ”... “ข้างบนมีจริงหรือ?”

เขาตอบด้วยการเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือ แม้ว่าเขาเจ็บมากจนพูดไม่ได้ แต่ทว่า เพราะ “จิตของเขาที่เต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะ เขาจึงสามารถเขียนได้”

เขาตอบ...”มีจริงครับ ผมไปมาแล้ว ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยสอนลูกเมียของผม อย่าให้เขาลงอบาย สอนเขาให้ขึ้นข้างบนด้วย ช่วยสงเคราะห์เขาด้วยนะครับ”

ท่านอาจารย์ถามเขาว่า... “ข้างล่างมีจริงหรือ? เธอแน่ใจหรือ?” เขาตอบว่า... “แน่ใจครับ มีจริงครับ”

เมื่อเขาเตรียมตัวก่อนตาย  เขาจะรู้หมด รู้จักบาป บุญ คุณ โทษ ผิด ชอบ ชั่ว ดี แต่...ถ้าเราฝึกแบบไม่มีจุดหมายปลายทาง อย่าฝึกเลย! (คนที่ฝึกได้จริง จะต้อง “ได้” แบบเขา)

เมื่ออาจารย์ลากลับ หลังจากนั้นภรรยาของเขาที่เฝ้าพยาบาลอยู่ เล่าให้ฟังว่า ราวประมาณเที่ยงคืน สามีเขาลืมตาขึ้นมา “ยิ้ม” แล้วก็หลับตาลง ตายด้วยอาการสงบ

“เราจงจำไว้ว่า ถ้าอาจารย์สอนธรรมะแล้ว พวกเรายังใช้ชีวิตประมาท ถ้าอาจารย์เห็นว่า ไม่ตั้งใจฝึกพระกรรมฐาน ไม่ตั้งใจเป็นคนดี เมื่อเจ็บแล้วตาย อาจารย์จะไม่ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลเลย ป่วย ๒๐ วัน อาจารย์ก็จะไม่เข้าไปหาอย่างเด็ดขาด เพราะ พวกเราเรียนพระกรรมฐานมากกว่าเขา เขาเรียนธรรมะกับอาจารย์ทางโทรศัพท์ ครั้งละ ๑ ชั่วโมง สัปดาห์ละประมาณ ๓ วัน แต่พวกเรามีโอกาสฟังธรรมะมากกว่าเขา ฟังแล้ว ฟังอีก บางคนฟังธรรมมาเป็น ๑๐ ปี (เพราะมีการบันทึกเทป แต่ช่วงก่อนไม่มีการบันทึกเลย)”

การเตรียมตัวก่อนตาย มีอะไรบ้าง?

๑.        เราจะต้องสอนตัวเองให้มีจิตใจที่ดีงาม เป็นผู้รู้จักให้ ให้ทาน ให้ข้าวของ ให้อภัย

๒.        เราจะต้องสอนตัวเองให้มีจิตใจที่บริสุทธิ์ มีศีล มีธรรม มีหลักธรรมอยู่กับใจตนเองตลอดเวลา

๓.        เราจะต้องสอนตัวเองให้มีจิตใจตั้งมั่นในความสงบจากนิวรณ์ ต้องทำให้ได้
คำว่า “ไม่ได้” ต้องไม่มีอย่างเด็ดขาด

๔.        เราจะต้องสอนตัวเองให้รู้จักคิดหาความเป็นจริงจนเห็นความเป็นจริง
อย่าปล่อยให้จิตใจชั่วช้าลามก ข้างนอกดูบริสุทธิ์ แต่จริงๆ ข้างในอัปรีย์

๕.        เราจะต้องสอนตัวเองให้มีความเพียรในการละชั่ว ทำดี...
เราจะต้องสอนตัวเองให้มีความเพียรรู้จักเสียสละ รู้จักละ...
เราจะต้องสอนตัวเองให้มีความเพียรในการทำกาย วาจา ใจของตนเองให้บริสุทธิ์...
เราจะต้องสอนตัวเองให้มีความเพียรในการทำสมาธิให้ได้ฌานสมาบัติ..  ถ้าทำไม่ได้ ตายดีกว่า
!!!
เราจะต้องสอนตัวเองให้มีความเพียรในการคิดพิจารณาหาความเป็นจริงทุกเรื่อง (โดยเฉพาะพิจารณาหาความผิด ความไม่ถูกต้องในจิตใจตนเอง....) ถ้าไม่แก้ไขความผิดนั้น ความล้มเหลว ความฉิบหายจะเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีทางแก้ไขได้อย่างเด็ดขาด

๖.        เราจะต้องสอนตัวเองให้มีความอดทนในการสงเคราะห์คนอื่น โดยเฉพาะถ้าเราเป็นคนตระหนี่ มีความโลภมาก ไม่ง่ายในการให้ ต้องมีความอดทน

เราต้องมีความเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน และมีความเชื่อในตำพูดของครูบาอาจารย์ว่า ไม่มีคำพูดใดไม่จริง เมื่อเชื่อแล้ว ต้องมีความอดทน โดยเฉพาะ “การให้อภัยคนอื่นที่เขาทำผิดกับเรา”

คนที่ทำไม่ได้ เพราะ คิดว่า ตนเองเสียเปรียบ แต่...ถ้าทำได้ นิพพิธาญาณหรือความสลดเบื่อหน่ายจางคลาย จะเกิดขึ้นกับจิตใจเรา ถ้านิพพิธาญาณไม่เกิดขึ้น คนทุกคนย่อมไม่สามารถเตรียมตัวก่อนตายได้

๗.        เราจะต้องสอนตัวเองให้มีสัจจะ ตั้งใจแบบไหน ทำแบบนั้นให้ได้
ครูบาอาจารย์สอนให้เราประพฤติปฏิบัติอะไรก็ตาม ไม่มีคำว่า “ไม่ได้”....
เราต้องทรงอารมณ์เป็น “ผู้ชนะ” อยู่เสมอ.... คำว่า “ไม่ได้” ไม่มีสำหรับเรา
!!!
มรรค ผล พระนิพพาน ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
ถ้า “กำลังใจ” ของเราไม่เพียงพอ เราก็จะเจอแต่ “ของปลอม” มีแต่ความหวาดสะดุ้งกลัว จิตใจไม่เป็นตัวของตัวเอง

๘.        เราจะต้องสอนตัวเองว่า ทำอะไรแล้ว ต้องทำให้ได้ ทำตามที่ตัวเองอธิษฐานไว้ให้ได้ เช่น มีคนชวนเราไปที่ที่เราไม่อยากไป เราไม่ได้ตั้งที่จะไป แล้วเราคล้อยตาม เราต้องมีความตั้งใจมุ่งมั่นปรารถนาแบบไหน (จะไปไหน) เราต้องทำอย่างนั้นให้ได้

๙.        เราจะต้องสอนตัวเองให้มีความรักและความสงสาร
เพราะ ถ้าเราไม่มีเมตตา          เราจะให้อภัยแก่คนอื่นไม่ได้
!
เพราะ ถ้าเราไม่มีเมตตา          เราจะมีศีลธรรมไม่ได้
!
เพราะ ถ้าเราไม่มีเมตตา          เราจะสงบเยือกเย็นไม่ได้
!
เพราะ ถ้าเราไม่มีเมตตา          เราจะมีสติปัญญารู้แจ้งเห็นจริงไม่ได้
!

๑๐.      เราจะต้องสอนตัวเองให้วางเฉย
เรารู้ความเป็นจริงแล้วว่า การเจริญมรรค ตรงกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “ไม่ง่าย” ดังนั้น  เมื่อมีอุปสรรค ให้สอนจิตใจตัวเองว่า “จงวางเฉยในสิ่งนั้นให้ได้”

เช่น การให้ทาน ตอนเริ่มต้น เราจะไม่รู้ว่า ทานนั้น ให้อะไรกับเรา? แต่คนธรรมดาส่วนใหญ่คิดว่า การให้ ย่อมต้องมีผลตอบแทน ถ้าไม่มี เขาก็คิดว่า เขาสูญเสีย

ในคณะฯ คนที่เป็นหนี้มาหาอาจารย์ มีครอบครัวหนึ่งถูกด่าอย่างเสียหายว่า “เป็นหนี้แล้ว ยังไปทำบุญใช้เงินอีก ทำไม? ไม่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงินใช้หนี้” ญาติพี่น้องด่าสารพัดอย่าง แต่...เขาวางเฉย (อุเบกขา)

“เราจะทำอะไรก็ตาม จะไม่ราบเรียบอย่างที่คิด มีบางเรื่อง จะทำให้จิตใจของเราถูกกระทบได้”

ในที่สุด เวลานี้ เขาพ้นหนี้แล้ว แต่ถ้าเขาไม่ผ่านมาตามลำดับขั้นที่อาจารย์สอน เขาไม่เหลืออยู่ทุกวันนี้หรอก!

อารมณ์แห่งการปล่อยวาง (แม้ว่าเรายังไม่รู้แจ้งเห็นจริงก็ตาม) แต่... ถ้าเราเชื่อครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ท่านย่อมพาเราไปหาแต่สิ่งดีๆ

การรักษาศีล ก็เช่นกัน อาจารย์ทิ้งครอบครัว ทิ้งทางโลก ไปขังตัวเองอยู่คนเดียว ทำสมาธิ และรักษาศีลแปด ครอบครัวบอกว่า “มันบ้าแล้ว!” “มันเป็นโรคประสาท!” “มันตบะแตกแล้ว!” ขณะนั้นอาจารย์ยังไม่รู้แจ้ง อาจารย์วางเฉย ทำตามคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ เพราะเรายอมรับท่านเป็นครูบาอาจารย์แล้ว ที่ว่า... “ห้ามสิ่งไหน ไม่ทำสิ่งนั้น...  สั่งให้ทำสิ่งไหน ทำสิ่งนั้น”... ทำตามทั้งๆ ที่ไม่รู้เหตุผล แต่เพราะอาจารย์เชื่อครูว่า  ท่านสอนในสิ่งที่เรายังไม่รู้แจ้ง!

สอนตัวเองให้มีความตั้งมั่นเด็ดเดี่ยว มีคนตราหน้าอาจารย์ว่า “เป็นคนไร้อนาคต” “ไม่เป็นไร” ตอนก่อนปฏิบัติธรรม ก็ไร้อนาคต เพราะ “ยังหาความสุขที่แท้จริงไม่ได้”... มีเงินมาก มีทรัพย์สินมาก มีบริวาร เป็นเครื่องหมายแห่งความสุขหรือ?

ขณะที่เราเตรียมตัวก่อนตายนั้น ความยากลำบากเกิดขึ้นเสมอในยามที่เรากำลังสอนจิตใจตัวเองให้สงบ ไม่ให้คิดสะเปะสะปะ ให้เราคิดหาความเป็นจริงว่า “เราทำตามกิเลส เราสุขสบายนักหรือ” ทุกอย่าง เราต้อง “ทวนกระแส” หมด สมัยก่อน เราตามใจตัวเอง อยากได้อะไร ก็หามา อยากโกรธ ก็โกรธ ฯลฯ

การให้ทาน สวนทางกับคนที่เต็มไปด้วยความตระหนี่ ความโลภ เต็มไปด้วยความคับแคบ ยึดถือ มีอุปาทาน ทานสอนให้ “ละ” ความเห็นแก่ตัว ความยึดถือ (เป็นอุบายในการตัดสักกายะทิฐิ)

เมื่อเราให้อะไรก็ตาม เราเริ่มสอนตัวเองให้ “ละ” “ตัดออก” แต่...ต้องดูว่า เป็นไปเพื่อการตัดสักกายะทิฐิหรือเปล่า

เมื่อก่อน อาจารย์ก็ไม่เข้าใจว่า “ทำไมพระพุทธเจ้าทรงสอนแบบนี้?” เพราะ เรามีความยากลำบากในการหาเงิน แต่เราต้องแบ่งให้คนอื่น เราตั้งใจหาเงินมาด้วยความยากลำบาก (ทำไม คนอื่นไม่ทำแบบเราล่ะ?).... เราเสียเปรียบ! เสียของ! เสียความรู้สึก!.... เมื่ออาจารย์ตัดความสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ออกไป การรู้แจ้งเห็นจริง ก็เกิดขึ้น “พลิกโลก” เป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก และยิ่งรู้แจ้งเห็นจริงว่า เป็นการยากที่คนธรรมดาจะเข้าถึงได้ เมื่อ “ทำจริงและได้” แล้ว น้ำตาไหล ใจโพลงทั้งวันทั้งคืน และก็ไม่รู้ว่า ใจที่สกปรกโสมม ใจที่คับแค้น มันหายไปไหน?

อาจารย์ยังสอนต่อว่า “การเจริญพระกรรมฐานที่เรากำลังปฏิบัติอยู่ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เรากำลังสอนใจตัวเองให้วางเฉยในอุปสรรคที่เรากำลังทรงกรรมฐานอยู่”

ทาน ศีล สมาธิ มีอุปสรรคทั้งนั้น ความอดทน ความตั้งใจ การวางเฉย เราจะต้องทำให้ได้ เพราะถ้าไม่ได้ ญาณแห่งความวิเศษไม่มีทางบังเกิดขึ้นในจิตใจเราได้

“มรรค ผล พระนิพพาน เป็นของสูง คนจะต้องมีความอดทนสูง จึงจะเข้าถึงได้”

การเตรียมตัวก่อนตาย เตรียมที่ “ใจ” ใจดวงนี้ เป็นใจที่ไม่ตาย แต่ร่างกายของเราต้องตาย ส่วนใจต้องหาร่างใหม่ เมื่อเราไม่เห็นทุกข์โทษของการเกิด เราก็จะต้องมาเกิดอีก เราไม่เห็นทุกข์โทษของความรัก เราก็ต้องมาเกิด มาทุกข์เพราะความรักอีก

ถ้าเราอยากได้ชีวิตแบบคุณหน่อง เราจงสะสมจิตใจตัวเอง ให้เป็น “ผู้ให้” (แม้จะเสียเปรียบก็ตาม) สอนจิตใจตัวเองให้ตรงข้ามกับที่เราเป็นอยู่ รู้จักให้อภัย ให้ความรู้สึกที่ดีๆ กับคนอื่น

เราทุกคนเต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน ซึ่งก่อทุกข์ก่อโทษให้กับเรา ผิดศีล ผิดธรรม เพราะ กิเลสครอบงำอยู่ รักษาจิตใจของเราให้อยู่ในศีลห้า

“อย่าเอาตัณหาในกามไปสร้างทุกข์โทษให้กับคนอื่น”

“คนที่มีกิเลสตัณหามาก ไม่เคยคิดว่า อะไรถูก อะไรผิด สอนตัวเองให้รู้จักคิดว่า “เมื่อใด เราทำผิด ความผิดนั้นจะย้อนเข้ามาตัวเอง ทำกับใครแบบไหนไว้ เราก็จะได้รับผลแบบนั้น”

สอนตัวเองให้มีสมาธิ รู้สึกตัว รู้จักตัวเอง คิดให้ถูก พูดให้ดี ทำแบบไหน เราก็จะเจริญแบบนั้น

คนที่เดือดร้อน ก็เพราะว่า คิดไม่เป็น ไร้สติสัมปชัญญะ ไม่รู้สึกตัวเองว่า คิดอะไร พูดอะไร ทำอะไร เราจึงต้องมีการฝึกฝน

“อะไรที่เกิดขึ้นภายนอกตัวเรา (คนอื่น จะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง เจ้านาย ลูกน้อง หรือใครก็ตาม) ให้เรารู้จักใช้สติปัญญาคิดว่า อะไรที่เกิดขึ้นกับตัวเรานั้น มีอะไรเป็นเหตุ? เมื่อเรารู้เหตุว่า เหตุนั้นไม่ดี เราต้องแก้ไขจิตใจตัวเอง อย่าสร้างเหตุที่ไม่ดีตรงนั้นอีก.... ส่วนสิ่งไหนที่ดี เราต้องรู้เหตุนั้น และเมื่อเราทำดี เราได้รับผลที่ดี เราก็ต้องทำแบบนั้นไปเรื่อยๆ”

เราฝึกกรรมฐานเป็นปีๆ เดินอารมณ์แบบนี้ อย่าไปเดินแบบอื่น คนที่มีความเพียรตั้งมั่นในการฝึกแบบนี้ (ดีๆ) ตลอดชีวิต มีหรือจะได้รับอะไรที่ไม่ดีบ้าง?

ดี อยู่ที่ “ใจ” อบรมให้มีทาน ศีล สมาธิ ปัญญา คนอื่นดี-ชั่ว ไม่ต้องไปแบกหาม หน้าที่เรา ต้องแก้ไขใจตัวเอง ละความชั่ววินาทีนี้ วินาทีต่อไปก็จะดี ไม่มีความชั่ว กิน-นอนเป็นสุข เพราะ ใจของเราไม่ได้สร้างบาป อบรมใจของเราให้เป็นบุญ บาปที่มีอยู่ พอแล้ว อย่าสะสมบาปเพิ่มขึ้นอีก! ต่อนี้ไป เราจะสะสมบุญ อบรมสอนตัวเองไปเรื่อยๆ เราก็จะเข้าสู่ความดีและบรรลุมรรค ผล พระนิพพานในที่สุด

“สาเหตุที่เราเข้าสู่ความดีไม่ได้ เพราะ ใจของเราหนีไปหาความชั่วเอง” (พอแล้ว) เราจะให้ใครหยุดกรรมของเราได้ ถ้าเราไม่หยุดกรรมด้วยตัวของเราเอง เพราะครูบาอาจารย์ท่านเพียงสอนให้เราเห็นด้วยตัวของเราเอง และสอนให้เราหยุดด้วยตัวของเราเอง

“แก้นิสัยตัวเราเอง ยากยิ่งกว่าแก้อย่างอื่น เพราะคนเรารักตัวเองมากที่สุด” เพราะมันคิดชั่ว มันพูดชั่ว มันทำบาป เราก็ตามใจมัน

จะมีสักกี่คนที่ห้ามและมองหาความผิดตัวเอง ทั้งๆ ที่ความผิดตัวเองนั้น ก่อทุกข์ ก่อโทษ ก่อความยากลำบากให้กับตัวเอง แล้วทำไม? จึงไม่มองหาความผิดตัวเอง เมื่อเราไม่มองหาความผิดตัวเอง เราจะหาความดีที่ไหน บาป-บุญ นรก-สวรรค์ หมา-คน อยู่ที่ “ใจ” (ตัวเรา)

แม้ภายนอก เขาดูจะเป็นคนพิกลพิการ แต่...เขาอบรมบ่มนิสัยให้ใจเป็นพระ ข้างในเขาก็เป็นพระ

“ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ”

หลังจากที่เราตายไป จิตใจดวงนี้จะสร้างภพ สร้างชาติตามที่เราสะสมสร้างเอาไว้ก่อนตาย ก่อนตาย ถ้าเรารู้แจ้งเห็นจริงในกองสังขาร เรากำลังสร้างภพสร้างชาติให้เข้าสู่ “พระนิพพาน”

เราสร้างภพสร้างชาติแบบไหน เราก็จะได้รับแบบนั้น....

อาจารย์ขอจบธรรมะบรรยายในวันนี้แต่เพียงเท่านี้ และขอความสุขทั้งทางธรรมและทางโลก ขอจงบังเกิดมีกับพวกเราทุกคน อาจารย์ขออนุโมทนา....

**************************************************

สรุปคำสอนและเรียบเรียงโดย  .... หมอเล็ก

วันเสาร์ที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๔

 

หมายเหตุ               ความดีและอานิสงส์ผลบุญที่จะพึงบังเกิดมีขึ้นมากน้อยเพียงใดก็ตาม เกล้ากระผมขอนอบน้อมถวายสักการบูชาแด่พระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ องค์หลวงพ่อพระราชพรหม-ยานแห่งวัดท่าซุง และพระเดชพระคุณท่านอาจารย์ อ กสินัง ด้วยเศียรเกล้า และอย่างหาที่สุดมิได้..