บทความ
“อินทรีย์ ๕” (อ่าน 5766/ตอบ 0)

ธรรมะรอบเช้า

วันอาทิตย์ที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๖

เรื่อง.... “อินทรีย์ ๕”

ณ สถานปฏิบัติธรรมนราภิรมย์ จังหวัดนครปฐม

บรรยายธรรมโดย....ท่านอาจารย์ อ กสินัง

..............................................................................................................................................

            เมื่อเช้าวันนี้ อาจารย์เดินทางมาถึงสถานธรรม เดินตรวจรอบๆ จนมาถึงโรงทาน ลูกศิษย์คนหนึ่งได้เอ่ยปากขอให้อาจารย์สอนเรื่อง “อินทรีย์ ๕” ซึ่งอาจารย์เคยสอนแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปี พ.. ๒๕๕๓ ที่บ้านพุทธ ธรรม สงฆ์

            “อินทรีย์ ๕ เป็นหลักธรรมที่ครูบาอาจารย์จะนำมาสอนคนที่เพิ่งเข้ามาประพฤติปฏิบัติธรรมว่า เขาควรจะทำใจอย่างไรบ้าง และครูบาอาจารย์ ท่านก็จะสอน “อินทรีย์ ๕” เฉพาะพระภิกษุสงฆ์ที่ตั้งใจบรรลุมรรคผล ซึ่งจะต้องเรียนรู้เรื่องนี้”

ปัจจุบัน กำลังใจของพวกเราส่วนใหญ่มีไม่ถึงในคำสอนนี้ ทุกคนจะถูกสอนให้เรียนรู้ในเรื่องของ “ความเห็นชอบ” หรือ “สัมมาทิฐิ” เท่านั้น เพื่อจะได้เข้าสู่ความดีเบื้องต้นที่ถูกต้องให้ได้

ผู้ที่เจริญมรรคแปดและเข้าใจมรรคแปดพอสมควรแล้ว เมื่อมีจิตใจตั้งมั่นในเรื่องมรรคผล เขาจึงแสวงหาหลักธรรม “อินทรีย์ ๕” นั้น เพื่อให้ตัวเองเข้าถึง

อินทรีย์ ๕ มีสองความหมาย ซึ่งอาจารย์เข้าใจว่า ลูกศิษย์คนนั้น คงจะหมายถึง เป็น “อินทรีย์สังวร”แต่จริงๆ ยังอีกความหมายหนึ่ง

อินทรีย์ แปลว่า ใหญ่

อินทรีย์ ๕ แปลว่า กำลังใจต้องเป็นใหญ่ในห้าอย่าง ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา   ส่วน “อินทรีย์สังวร” หมายถึง เป็นใหญ่ในการสำรวมอายตนะทั้งหก ซึ่งได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

แต่ทั้งสองคำนี้ ในที่สุดก็เชื่อมโยงกัน

ใครก็ตามที่บวชเป็นพระในสายวัดป่า จะถูกหยิบยกหลักธรรมนี้ขึ้นมาสอนก่อน ส่วนพระสายวัดบ้าน (จีวรจะมีสีแตกต่างกัน) จะขึ้นต้นการสอนด้วย “จารณะ ๑๕” ก่อน และอินทรีย์สังวร ก็เป็นหลักธรรมหนึ่ง (ตัวที่สอง) ที่อยู่ในจารณะ ๑๕

ดังนั้น อินทรีย์ ๕ จึงหมายถึง ความประพฤติห้าอย่างในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเข้าสู่มรรคผล ขณะที่ “อินทรีย์สังวร”หมายถึง การสำรวมอายตนะของตนเองในการประพฤติปฏิบัติธรรม

ทำไม? พระเถระเจ้าที่บรรลุเป็นพระอรหัตผลแล้ว จึงต้องหยิบยกอินทรีย์ ๕ มาสอนพระบวชใหม่

ศรัทธา แปลว่า ความเชื่อ

“ทำไม? ต้องเริ่มก่อน”

ถ้าคนไม่เชื่อบาป-บุญ ก็ไม่มีใคร “ตั้งใจ” ปฏิบัติในการละบาป ในศาสนาพุทธ คำสอนนั้นมีมาก แต่คนที่ตั้งใจละบาปนั้น มีมากแค่ไหน แม้แต่คนในคณะของเราเอง เดินทางมาฟังธรรม แต่ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาทำบาป แล้วท่านเดินทางมาที่นี่เพื่ออะไร

ถ้าเราไม่เชื่อว่า มรรคผลมีจริง เราคงไม่ตั้งใจเจริญกรรมฐานหรือปฏิบัติในข้อวัตร เราจะละเลย ไม่เอาใจใส่ เพราะ ความเชื่อมีไม่มาก (มีน้อย) การประพฤติปฏิบัติจึงเหลาะแหละ ไม่จริงจัง มรรคผลก็ไม่เกิด และจะเสื่อมจากศรัทธาที่มีมาในตอนต้น (ศรัทธาไม่ถูก)

ความศรัทธา ถ้าเราเชื่อใครสักคนที่เขาไม่รู้จักผิด-ถูก บาป-บุญ คุณ-โทษ เมื่อเรามีทุกข์ เราก็แสวงหาครูบาอาจารย์ (ที่ปฏิบัติมิชอบ) เขาสอนเรา แล้วเราก็เชื่อเขา เมื่อไม่ได้ผล เราก็จะถูกหว่านล้อมให้ทำอย่างโน้น อย่างนี้ แล้วเราก็จะสูญเสียกำลังทรัพย์และกำลังใจไปโดยใช่เหตุ

ทำไม? คำสอนของพระพุทธเจ้า จึงสอนให้ผู้ประพฤติปฏิบัติต้องมี “อินทรีย์ ๕”

ความเชื่อที่ขาดเหตุผล                     ไม่ได้อะไร!
ความเชื่อที่ขาดหลักการ                  ไม่ได้อะไร
!
และไม่เชื่อ                                         ก็ไม่ได้อะไรเลย
!

ดังนั้น เราจึงต้องอาศัย “บุญ” ว่า เราจะต้องมีครูบาอาจารย์ที่ดี ครูบาอาจารย์ ท่านจะต้องไม่หลอกลวงเรา

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์อยากอธิบายว่า “ทำไม ต้องศรัทธา” เรากำลังพูดถึง “บุญวาสนา” ว่า ขอให้เรามีครูบาอาจารย์ที่ดี (เหมือนอาจารย์พบหลวงพ่อ) ปฏิบัติตามที่ท่านสอน แล้วอาจารย์ก็รู้แจ้งเห็นจริงตามท่าน เพราะท่านพูดจริง ท่านไม่ได้หลอก

ถ้าเราเจอครูบาอาจารย์ที่ดี แต่ศรัทธาของเราอ่อน เราไม่ตั้งใจปฏิบัติ ก็ไม่ได้ผลอีกเหมือนกัน!!!

ความเชื่อจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าครูบาอาจารย์ท่านดีอยู่แล้ว เราเชื่อทั้งๆ ที่เรายังไม่รู้ แต่เราต้องศรัทธาท่านก่อน ท่านสอนอะไร เราก็ต้องทำตามก่อน (เช่น สอนให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ) ดังนั้น เราจึงต้องเชื่อว่า สิ่งที่ท่านสอนนั้น ทำให้เราได้ดี พ้นทุกข์

ถ้าเราไม่เชื่อท่านก่อน แม้ว่าท่านสอนอะไรที่ดี แต่ใจเราอ่อนในความเชื่อ เราไม่ทำข้อวัตร หรือทำบ้าง ไม่ทำบ้าง ทำแบบขี้เกียจ ดังนั้น อินทรีย์ ๕ จึงมีความสำคัญมาก

ธรรมะทุกหลักธรรม ไม่ว่าหัวข้อจะชื่ออะไรก็ตาม ความสำคัญ อยู่ที่ “จุดเริ่มต้น”

เมื่อเราจะเข้า “พุทธานุสสติกรรมฐาน” เราจะต้องเข้า “อานาปานุสสติกรรมฐาน” เสียก่อน ตามที่ครูบาอาจารย์ที่ท่านทำได้ เมื่อเราเชื่อแล้ว ความเห็นของเราก็ต้องไม่ไปแย้งกับท่าน เราจะไม่อ้างว่า ในหนังสือ ให้ขึ้นต้นด้วยอานาปานุสสติกรรมฐานก่อน

ดังนั้น คนที่มีความเชื่อในครูบาอาจารย์ จะต้องไม่เอา “ความเห็นของตัวเอง” ไปแย้ง (เพราะ เรามีความเห็นผิด) จิตจะไม่สามารถเข้าถึงมรรคผลได้เลย (แม้อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ก็ตาม)

คนเราที่มีนิสัย “ไม่เชื่อ” ไม่ศรัทธาในคำสั่ง และก็มักหลงกลไปเชื่อคนที่ปฏิบัติมิชอบ เพราะ เราจะถูกเขาตามใจก่อน เขาจะป้อนเรื่องเซียน เรื่องเทวดา เรื่องลี้ลับให้ เมื่อคนเราถูกป้อนให้ตามใจแล้ว ต่อไป เขาแนะนำอะไรก็ตาม เราก็จะไม่ขัด คนที่แสวงหาความพ้นทุกข์ แสวงหาความสุขความเจริญ ส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบนี้

ครูบาอาจารย์ที่ดี จะไม่คล้อยตามความเห็น (ที่ผิด) ของเรา ท่านอ่านใจเราออก

คนส่วนใหญ่มักชอบฟัง “คำพูดที่เพราะๆ” เพื่อให้สบายใจ แต่พอเจอครูบาอาจารย์ที่พูดถึงจุดความชั่วของเรา เราไม่ชอบ แต่เรากลับชอบครูบาอาจารย์ที่พูดชื่นชมเรา

เมื่อเราเชื่อผิด (ไปไกล กว่าจะรู้ตัว) หรือแม้ว่าจะเชื่อถูกแล้ว แต่เชื่อไม่เป็น ขาดสติปัญญาในการพิจารณาหลักธรรมที่ดี เรากลับนิ่งเฉย เราจึงไม่ได้อะไรเลย

ความเชื่อจากผู้ไม่รู้ เราจะสอนตัวเองให้เป็นผู้รู้นั้น อาจารย์ขอยกให้เป็นเรื่องของบุญก็แล้วกัน….

ความเชื่อแบบสะเปะสะปะ แม้ว่าศรัทธาไม่เสื่อม แต่ก็สามารถจะเปลี่ยนความเชื่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งได้ทุกเมื่อ ที่เรียกว่า “ศรัทธาหัวเต่า” ยืดเข้า-ยืดออก... ศรัทธาแบบนี้ เราจะพ้นทุกข์ เข้าสู่ความสุขที่แท้จริงได้ยาก

แต่ศรัทธาแบบอินทรีย์ ๕ จะไม่ใช่เป็นแบบข้างต้น เมื่อเราศรัทธาอาจารย์ เราก็ต้อง “เสี่ยง” กับท่านตลอด

คนที่จะบรรลุมรรคผลได้นั้น เมื่อบุญเรามี เราได้พบกับอาจารย์ที่ดี ท่านก็จะนำทางเราเข้าสู่ “อินทรีย์ ๕” เพื่อเข้าสู่มรรคผล ความเชื่อเราจะต้องมีมาก ใจเราต้องมีอินทรีย์ ๕ มาก ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้

คำสอนของพระพุทธเจ้า เบื้องแรกนั้น ยาก แต่พอเข้าได้แล้วด้วย “ศรัทธา” (ที่ถูกต้อง) ซึ่งเป็นอินทรีย์แรก อินทรีย์สองถึงอินทรีย์ห้า ก็เข้าไม่ยาก

ถ้าเราไม่มีความเชื่อ ความเพียรก็ไม่มี!!!

แต่ถ้าเราเชื่อว่า ครูบาอาจารย์ ท่านบรรลุมรรคผลแล้ว ท่านสอนเราจากมรรคผลที่ได้ เมื่อเราทำตาม ยากที่เราจะไม่บรรลุตาม ไม่เข้าถึงเหมือนท่าน

 สมัยที่อาจารย์ฝึก อาจารย์เชื่อหลวงพ่อ จึงมอบความเชื่อให้กับหลวงพ่ออย่างแนบแน่น ถึงกับตั้งจิตอธิษฐานว่า “แม้ว่า เราเลือกท่านเป็นอาจารย์ ถ้าบังเอิญท่านไม่ใช่พระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คำสอนของท่านจะทำให้เราตกนรก แทนที่จะพาให้เราบรรลุธรรม เราก็ยอม”

ด้วยเพราะเหตุที่กำลังใจของอาจารย์มากแบบนี้ จึงทำให้อาจารย์ “ต้อง” มาเป็นอาจารย์ของพวกเราในตอนนี้

ความเชื่อของอาจารย์นั้น อาจารย์มีหลักในการคัดเลือกอาจารย์ มีหลักในการคิด และเทกำลังใจให้กับหลวงพ่อ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้อะไรเลยก็ตาม

อินทรีย์ ๕ ยากตัวแรก คือ... “ศรัทธา”

คำเทศน์ คำสอน คำสั่งของหลวงพ่อที่ให้เราทำตามนั้น “ทวนกระแสความอยากของเรามาก” เช่น ท่านสั่งให้หยุดคิดนอกเรื่อง ให้คิดแต่ลมหายใจเข้าออก ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม เมื่อเราเชื่อ (ศรัทธา) เราจึงมีกำลังใจในการทำตาม มีความเพียร เพียรทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่า ทำแล้ว จะได้อะไร (เพราะยังไม่รู้)

ท่านสั่งให้ทำอะไร อาจารย์ก็จะทำตามทั้งวันทั้งคืน ความห่วงอะไรก็ตาม เลิกนึก นึกแต่ลมหายใจเข้าออก ไม่ว่าอาจารย์จะทำอะไรก็ตาม (ทำตามที่หลวงพ่อสอน)

เพราะ ถ้าเราไม่มีความเชื่อ เราก็จะไม่ทำตาม หรือความเชื่อไม่มี เราก็จะไม่ปฏิบัติตาม เช่น การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เราต้องมีความเพียร ยิ่งการไหว้พระเช้า-เย็น ลำบากมาก

ทำอะไรก็ตามที่เราชอบนั้น                   ง่ายมาก
            ทำอะไรก็ตามที่ใจเราไม่ชอบนั้น           ยากมาก

เหตุที่เราไม่ชอบ! เพราะ กิเลสตัณหาในใจของเรา ไม่เอา (ไม่ชอบ) เช่น เรื่องกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ผู้มุ่งหวังมรรคผล ต้องมี “อินทรีย์ ๕”... ไม่มี-ไม่ได้

แน่นอนที่สุด การที่เราจะหลุดพ้นจากความทุกข์ เราจะต้อง “อ่านใจตัวเอง” ให้ออก เพราะ ความทุกข์อยู่มี่ “ใจ” ดวงนี้ดวงเดียว

เราจะพ้นทุกข์ได้ เราจะต้องเห็น “ตัวทุกข์” และ “เหตุของทุกข์” ซึ่งคนมีทุกข์ มักจะจมอยู่กับทุกข์ และไม่เห็นเหตุของทุกข์

“ทุกข์มีจริง แต่คนที่จะเห็น “ความจริงของความทุกข์” ได้นั้น ไม่มี จึงแก้ทุกข์ไม่ได้!!!

เมื่อเราเห็นทุกข์ เห็นเหตุของทุกข์ เราก็จะดับ (ทุกข์) ที่ใจดวงนี้เท่านั้น เพราะ ใจเป็นที่อาศัยของกิเลสตัณหา การแก้ปัญหา ต้องแก้ด้วย “สติปัญญา” ของใจ (แต่คนกลับไปแสวงหาคนที่แก้ทุกข์ให้เรา)

ครูบาอาจารย์ ท่านแก้ทุกข์ให้เราไม่ได้ แต่แนะนำเราได้ เราจะต้องแก้ไขทุกข์ด้วยตัวของเราเอง (ไม่มีใครแก้ให้เราได้)

จิต จะต้องล้างด้วย “สติ” (อินทรีย์ตัวที่สาม)

เมื่อเราเชื่อแล้ว เพียรแล้วในการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก สติก็เกิดขึ้นมา และสติในอินทรีย์ ๕ จะต้อง “มาก” จึงอ่านใจตัวเองออกได้ และเราจะต้องฝึกสติให้รู้ตัวทั่วพร้อม ดี-ไม่ดี รู้ตัวเสมอ (ไม่พลาด)

รู้ว่า เวลานี้ จิตเราคิดไปทางโลภ
            รู้ว่า
  เวลานี้  จิตเราคิดไปทางโกรธ พยาบาท
            รู้ว่า
  เวลานี้ จิตเราคิดไปทางหลง

สติตัวนี้ ก็จะรู้ตัวว่า “เรากำลังคิดไม่ดี”

แต่ถ้าเราขาดสติ เราก็จะถูกลากไปก่อทุกข์ ก่อโทษ ก่อความต่ำทรามให้กับตัวเอง

เราเดือดร้อน           เพราะ….      เราไม่รู้จักตัวเอง
                                       เพราะ
….      เราไม่เห็นเหตุของทุกข์

ถ้าเรามีสติ เราจะรู้ตัวว่า เราคิดแบบนี้ มันไม่ดี เราจะไม่ทำ เราก็ไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้กับตัวเอง สติเป็นตัวเตือน เป็นตัวควบคุมไม่ให้กิเลสตัณหาบานปลายออกไป (เพราะเรายังละเลิกไม่ได้นั่นเอง) สติจึงมีความสำคัญมาก

แต่ถ้าเราไม่ฝึกฝนจนมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ทุกข์โทษก็จะเกิดขึ้นที่ตัวเรา นี่คือ “เส้นทางแห่งทุกข์ และถ้าเราไม่เรียนเรื่อง อินทรีย์ ๕” ในการเข้าสู่ธรรมนั้น ลำบาก เราอยากมีความสุข แต่ไม่เห็นเหตุของทุกข์ เราก็ต้องรับกรรมไป

สติ (ในอินทรีย์ ๕)  เหมือนเป็น “นายทวาร” เหมือนเป็นอีกคน คอยเตือนสติเราว่า ไม่ให้ทำ ทำแล้ว จะเดือดร้อน

            สติจะมีการสอนตัวเอง ถ้าไม่มี ถือว่า ไม่มีสติ

            ในอินทรีย์ ๕ สติต้องมีมาก เพราะถ้าสติไม่มาก จะเล็ดลอด ก่อความเสียหายกับตัวเองและครอบครัว ถ้าเรามีสติไม่มากแบบอินทรีย์ ๕ ความคิดที่ไม่ดีก็ยังมีอยู่ มารหรือผู้ฆ่าความดี มักเอาทีเผลอ ยากที่เราจะรอดจากการไม่ทำความชั่วได้

            ระยะสั้นๆ ความคิดของเรามักเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ครูบาอาจารย์จึงเตือนเราให้มีสติมากๆ ว่า... คิดดี ก็อ่านตัวเองออก คิดไม่ดี ก็อ่านตัวเองออก

            ความสำคัญของสติ คือ ช่วยให้เรามองเห็นความไม่ดี เมื่อเราเห็นความไม่ดี เราก็จะความคุมความไม่ดีนั้น ยับยั้ง และห้ามมัน

             คนที่มีสติตลอดเวลา ไม่ใช่ว่า... เขาจะบรรลุธรรมนะ แม้ว่าเข้าลมดี แต่ใจเขา เราไม่รู้ เหมือนคนที่มีสติ ไม่ใช่ว่า กิเลสตัณหาจะถูกขังไปด้วย บาปเกิดได้ทุกที่ แม้ว่าจะอยู่คนเดียว ก็ยังสามารถทำความผิดได้  

          พระสงฆ์ที่ทำผิดเรื่องเสพเมถุน จะถูก “ปาราชิก” เพราะ ชาวบ้านนับถือบูชา พระสงฆ์จึงเสพกามไม่ได้

            ในพุทธกาล พระที่อยู่ในป่า ไม่เจอผู้คน เจอลิง เกิดความกำหนัด (มีความอยาก) จิตที่มีตัณหา ดิ้น “เลี่ยงบาลี” เสพเมถุนกับลิงแทน (อ้างว่า ไม่ได้เสพกับคน) ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติข้อห้ามว่า “ห้ามพระเสพเมถุนกับคนและสัตว์”

            แต่พระที่อยู่ป่าในสมัยนั้น ถูกผู้หญิงที่ไม่ดีชักชวนให้เสพที่หู ที่สะดือ (ไม่ได้เสพตรงนั้น) แล้วบอกว่า "ท่านไม่ผิด” (แค่ความเป็นจริง หาใช่ไม่)

“ขึ้นชื่อว่า กิเลสตัณหานั้น ถ้าขาดสติ อย่าอ้าง แต่ถ้าจิตที่มีสติ เมื่อคิดไม่ดี จะห้าม จะสอน จะปราม จะเกิดการยับยั้ง”

ดังนั้น คนที่มีสติน้อย (อานาปานุสติกรรมฐานน้อย) จะต้องมีความเพียรในการเจริญ “สมาธิ” สมาธิในอินทรีย์ ๕ จะเป็น สมาธิระดับฌาน  (ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปจนถึงฌานสี่) กำลังจึงจะพอต่อกรกับกิเลสตัณหาของตนเองได้

คนที่มีสติ (จริงๆ ) นั้น อารมณ์จะทรงอยู่แค่ ระดับอุปจารฌาน เท่านั้น เพราะอะไร?

สติ แปลว่า นึก รู้ตัว

คนที่จะรู้สึกตัวตลอดเวลาได้นั้น ระดับสมาธิจะลึกมากไม่ได้ สมาธิระดับตั้งแต่ฌานสองขึ้นไป จะไม่รู้ตัว ตัดอายตนะทั้งหมด แยกจิตออกจากกาย จะไม่สามารถบรรลุมรรคผลได้ เพราะ ไม่สามารถพิจารณา (วิปัสสนาญาณ) ได้ ดังนั้น คนที่ทำสมาธิเก่ง (เหมือนพวกฤาษี) จะไม่สามารถบรรลุมรรคผลได้

ซึ่งคนที่จะอธิบายแบบนี้ได้ จะต้องบรรลุมรรคผลแล้วเท่านั้น

ถ้าเราทำสมาธิได้แค่ “อุปจารฌาน” เราจะเป็นได้แค่ “พระโสดาบัน” เรายังตัดกิเลสตัณหาไม่ได้ทั้งหมด แม้เราจะมีสติ (ในระดับอุปจาระ) กิเลสตัณหาที่ยังมีอยู่ ก็เพียงถูกควบคุมเท่านั้น

คนที่บรรลุเป็นพระสกิทาคามีขึ้นไป สมาธิ จะต้องได้ระดับ “อัปนาสมาธิ” ขึ้นไป (เพราะ สติกับสมาธิแยกกัน คนละตัว)

พระสงฆ์ จึงต้องทำสมาธิให้ได้ตั้งแต่ระดับฌานสี่ขึ้นไป มิฉะนั้นแล้ว ท่านจะต้องทุกข์ทรมานจากกาม

เมื่อเราเจริญสมาธิได้ระดับของอัปนาสมาธิ จิตกับกายจะแยกออกจากกัน เป็นพลังจิตที่สูงมาก แล้วจึงมีการใช้ ปัญญา  (ซึ่งเป็นอินทรีย์ตัวที่ห้า) พิจารณาตามความเป็นจริง

สมาธิน้อย                    แก้ไขกิเลสได้น้อย
            สมาธิมาก                    แก้ไขกิเลสได้มาก

สติ     (อินทรีย์ตัวที่สาม)    เพื่อใช้ในการควบคุมกิเลส
          สมาธิ ใช้คู่กับ ปัญญา        เพื่อใช้ในการละและล้างกิเลส

ระยะแรก เราผ่าน “สติ” (อินทรีย์ตัวที่สาม) เข้าสู่ “สมาธิ” ในระดับอัปนาสมาธิ (เป็นอินทรีย์ตัวที่สี่) เราจะไม่รู้ตัว (เพราะอายตนะถูกตัดออกทั้งหมด) ไม่สามารถพิจารณาเพื่อบรรลุมรรคผลได้ แต่เวลาเราจะบรรลุมรรคผล จะต้อง “ลด “และ “ถอน” สมาธิลงมาให้อยู่ในระดับของอุปจาระ อุปมาเหมือนมีดพร้อมที่จะตัดกิเลส (สมาธิจะต้องใช้ร่วมกับปัญญา)

กาม มี “กาย” เป็นเหตุ เราจะต้องสร้างจิตให้มีปัญญาคิดพิจารณาว่า “กายนี้ มีอะไรหรือ เราจึงติดในกาย”

คนทุกคนที่สวย-หล่อ เธอหรือเขาสวยหล่อตรงไหน ต้องใช้ปัญญามากๆ (สูงกว่าปัญญาในสัมมาทิฐิ) คิดพิจารณาในกองสังขาร เห็นจนทะลุหนัง เห็นธาตุแท้ในร่างกายจนสลดสังเวช เห็นข้างใน เพราะอาศัยสติ บวก สมาธิ บวก ปัญญาที่มาก (สมาธิและปัญญาที่น้อย จะมองไม่เห็น)

ใจเราจะต้องอาศัยสติที่มาก ปัญญาที่มาก เห็นทุกวัน เห็นตลอด จนกายระเบิด เห็นจนรู้แจ้งเห็นจริง  จนไม่สามารถสร้างความกำหนัดให้เกิดกับคนที่มีอินทรีย์ ๕ มากได้เลย

อินทรีย์ ๕ เป็นคำสอนของพระสงฆ์ที่สอนพระสงฆ์ พระสงฆ์ที่เข้าไปบวช จะถูกสอนเรื่อง “อินทรีย์ ๕”(แต่จะสอนแบบไหน อาจารย์ไม่รู้)

ทั้งหมดนี้ อาจารย์อธิบายอย่างละเอียดจากการที่อาจารย์เจริญกรรมฐานมา (ไม่ได้สอนจากการอ่านหนังสือ) ด้วยเหตุนี้ พระวิสุทธิเทพที่พระธาตุพนม จึงเป็นผู้รับรองคำสอนของอาจารย์แล้ว (เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๖)

คนที่รู้มาก เข้าใจมาก จะขออยู่เป็นโสด ไม่อยากแต่งงาน วิญญาณที่อยากมาเกิดก็จะเดือดร้อน

อาจารย์ขอติงว่า เรารู้หมด แต่ทำไม่ได้ จงร้องไห้ต่อไป พวกเราฟังมาก แต่...ทำไม่มาก และเมื่อจะพูดให้ใครฟัง จะต้องออกตัวว่า “ผมรู้มาก แต่ทำไม่มาก”

อาจารย์ขอจบการบรรยายธรรมในวันนี้แต่เพียงเท่านี้ เดี๋ยวพวกเราอุทิศส่วนกุศล และกราบลาพระพร้อมกัน

****************************************************

สรุปคำสอนและเรียบเรียงคำบรรยายธรรมโดย.... หมอเล็ก
วันพุธที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

 

หมายเหตุ       คุณงามความดี และอานิสงส์ผลบุญที่จะพึงบังเกิดมีขึ้นมากน้อยเพียงใดก็ตาม ในการที่เกล้ากระผมได้ตั้งใจในการเรียบเรียงและสรุปพระธรรมเทศนาในครั้งนี้ เกล้ากระผมขอนอบน้อมถวายเพื่อสักการบูชาแด่พระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยะสงฆ์เจ้าทั้งหลาย องค์บูรพาจารย์ทั้งห้า องค์หลวงพ่อพระราชพรหมยานแห่งวัดท่าซุง และแด่พระเดชพระคุณท่านอาจารย์ อ กสินัง ด้วยเศียรเกล้า และอย่างหาที่สุดมิได้ครับ