พุทธธรรมสงฆ์ เว็บไซต์ kasinung.com เป็นเว็บไซด์  ธรรมะ,  สอนธรรมะ, ฟังธรรม, ฟังธรรมะ, เรียนธรรมะ, ปฏิบัติธรรม !! การเข้าถึง..พระรัตนตรัย..พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ..  ต่อจากนี้ไป!! ท่านสามารถติดตามข่าวสารและคำสอน..หรือคุยเรื่องปัญหาชีวิต..ในข้อธรรมะที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของท่านเอง...โดย " อาจารย์ อ.กสินัง " ได้จาก " ห้องธรรมะ " (เว็บบอร์ด) ค่ะ!!..และท่านที่ต้องการหนังสือการปฎิบัติกรรมฐานเบื้องต้น  (แจกเพื่อเป็นธรรมทาน).... ท่านสามารถแจ้ง.ชื่อและที่อยู่ติดต่อได้ที่.." ห้องธรรมะ " หรือ โทร. 089-1161231, Fax. 02-4159527 ค่ะ!! 

บทความ
“จรณะ ๑๕” (อ่าน 3751/ตอบ 0)

ธรรมะรอบเช้า

วันอาทิตย์ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖

เรื่อง.... “จรณะ ๑๕”

ณ สถานปฏิบัติธรรมนราภิรมย์ จังหวัดนครปฐม

บรรยายธรรมโดย....ท่านอาจารย์ อ กสินัง

..............................................................................................................................................

            เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พวกเราได้เรียนรู้หลักธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าได้ทรงให้ไว้ คือ “อินทรีย์ ๕” ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบที่เข้าถึงแล้ว ทุกๆ คำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ไม่ว่าข้อธรรมใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่ทำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติบรรลุมรรคผลได้

            หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามีมาก แต่มิใช่ทุกคนจะต้องปฏิบัติตามทุกคำสอน เช่น หลักธรรม “อานาปานุสสติกรรมฐาน” ถ้าผู้ประพฤติปฏิบัติมีความศรัทธา มีความเพียร ก็ย่อมสามารถพาตัวเองบรรลุมรรคผลได้ แต่ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ เกี่ยวข้องด้วย

            ถ้าเรากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก (ในอานาปานุสสติกรรมฐาน) หรือที่เรียกว่า “การทำสมาธิ” แต่การทำสมาธิเพียงอย่างเดียว ไม่มีการรักษาศีล ไม่มีปัญญา ก็บรรลุมรรคผลไม่ได้

            วันนี้ อาจารย์ก็จะเชื่อมโยงคำสอนส่วนอื่นๆ เข้าด้วยกัน

            ส่วนใหญ่พระสายวัดป่าเน้นหนักเรื่อง “อินทรีย์ ๕” และนำมาสอนแก่พระบวชใหม่ แต่พระสายวัดบ้านที่เน้นหนักจริงๆ คือ “จรณะ ๑๕” เป็นพื้นฐาน (จะไม่ค่อยกล่าวถึงอินทรีย์ ๕)

            จรณะ แปลว่า ความประพฤติ

จรณะ ๑๕ แปลว่า การประพฤติเข้าสู่ความดีเบื้องต้นที่ผู้ประพฤติปฏิบัติต้องปฏิบัติ ๑๕ อย่าง และในที่สุด หลักธรรมในอินทรีย์ ๕ ก็มาอยู่ใน “จรณะ ๑๕” ด้วย

เวลานี้ พวกเราอย่าสนใจว่า ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร อย่ามีความเห็นผิด อาจารย์ขอให้มีความเชื่อมั่นว่า “ทำดี ต้องได้ดี” เราต้องมีหลัก... อย่าคิดว่า ตัวเองดี ให้คิดเสมอว่า ตัวเองยังไม่ดีอยู่ แล้วความตั้งใจในการ “ละ” ก็ยังมีอยู่เสมอ

เมื่อไรก็ตามที่เรามี “ความหลงดี”... การแสวงหา “ความไม่ดีในตัวเรา” ก็ไม่เกิดขึ้น หลงและเข้าใจผิดคิดว่า ตัวเองยังดีอยู่

การทำดีตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องอบรมสอนตัวเองอยู่เสมอว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร และเราได้ประพฤติปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนหรือไม่ อย่างไร นี่คือ... สิ่งที่ผู้ประพฤติปฏิบัติดี จะต้องทำและปฏิบัติ แล้วความทุกข์ยาก ความเดือดร้อนก็จะอันตรธานหายไป

คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ท่านให้เราสร้าง “สิ่งมงคล” ที่ตัวเอง อย่าแสวงหา ”ความมงคล” จากภายนอก ไม่มีใครหรอกที่จะมาดลบันดาลให้เราได้ (นอกจากตัวเราเองเท่านั้น)

คนที่มีความเห็นถูก ดีหรือชั่ว อยู่กับตัวเท่านั้น ไม่ได้อยู่กับคนอื่น ทำดีด้วยตัวของเราเอง ไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่น แต่คนส่วนใหญ่ เพราะ ด้วย “ความไม่รู้” คิดว่า ตัวเองจะดีได้ จะต้องไปแสวงหาจากภายนอก

อาจารย์ขอยกตัวอย่าง... ครอบครัวหนึ่ง ทำการค้า เป็นหนี้หลายล้านบาท แสวงหาวัตถุมงคล คิดว่า ชีวิตตัวเองจะดี เช่น ไซดักปลา เอาทุกอย่างเข้ามาบูชา แล้วเชื่อว่า ชีวิตจะดี คนที่ไม่รู้ว่า ชีวิตจะดีขึ้นได้อย่างไร ชีวิตจึงถูกหลอกอยู่ร่ำไป

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “ความมงคล อยู่ที่ ใจเรา ไม่ใช่จากภายนอก (เป็นความหลงผิด)

เราทำบาปแล้ว                        อยากให้ชีวิตดี?
            เราทำผิดแล้ว               อยากให้ชีวิตไม่มีปัญหา
?

เมื่อเราทำบาป เราทำผิด ชีวิตก็จะลำบาก เดือดเนื้อร้อนใจ แสวงหาภายนอก เสียเวลา ชีวิตเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด

อาจารย์ขอเตือนว่า เวลาฟังธรรม อย่าให้อารมณ์เลวๆ (ง่วงเหงาหาวนอน) เกิดขึ้น ท่านควรจะอยู่บ้านดีกว่า แต่เมื่อเดือดร้อน อย่ามาหาอาจารย์ เพราะ อาจารย์สอนความเป็นจริงทุกอย่าง ทำให้หายโง่แล้ว

ลูกศิษย์บางคนมาปฏิบัติธรรมแล้ว เพื่อนฝูงถามเขาว่า “คุณไปทำอย่างไร ชีวิตจึงดีขึ้น”   ลูกศิษย์บางคนตอบว่า “คุณไปไหว้พระสิ” ผู้ถามฟังคำตอบแล้ว “ไม่มีเหตุผล สั้นเกินไป”

ถ้ามาถามอาจารย์ อาจารย์จะตอบว่า “คุณละชั่วเมื่อใด ชีวิตคุณจะดีขึ้นเมื่อนั้น เหตุเพราะความชั่วขวางกั้น จึงทำให้ชีวิตดีไม่ได้”

คนที่อยู่ใกล้พระอรหันต์ ไม่ใช่ว่า...ท่านจะพ้นจากความเป็นสัตว์เดรัจฉานได้ เราเห็น “ความเป็นพระ” ของท่านหรือไม่ เมื่อเราเห็นแล้ว เรานำปฏิปทาของท่านมาเรียนรู้และปฏิบัติตาม จึงจะได้ผล

พระพุทธเจ้าทรงสอนหลักการเข้าสู่ความดีที่เราจะต้องเรียนรู้ และนำไปปฏิบัติตาม

เราตักบาตรพระ คิดว่า เราทำดีแล้ว... แต่เมื่อเราเห็นความไม่ดีของพระ อารมณ์ยินร้ายก็เกิดขึ้น

เราช่วยเหลือเพื่อน คิดว่า เราทำดีแล้ว...เราให้ทาน การสงเคราะห์ ทำไม เราต้องโมโห มีอารมณ์บาปเกิดขึ้น แสดงว่า เราทำไม่ถูกต้อง  เพราะ ถ้าเราทำถูกต้อง ทำแล้ว อารมณ์เราต้องดี

ทานที่ให้          ถูกคนตำหนิว่าร้าย                              อารมณ์เรายังต้องดีอยู่
ศีลที่รักษา        ถูกคนชั่วเบียดเบียน                            อารมณ์เรายังต้องดีอยู่
สมาธิที่เราทำ   ถูกคนในบ้านใช้วาจาที่เร่าร้อนว่าให้    เรายังต้องมีความเยือกเย็น
                                                                                    จึงจะแสดงว่า เราปฏิบัติถูก

เราดำเนินชีวิตด้วยดีมาโดยตลอด แต่วันหนึ่ง ชีวิตเรากลับไม่ดี (มีวิบาก) ทำให้เรารู้แจ้งเห็นจริงว่า ชีวิตเรามีทุกข์มากกว่าสุข ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน ไม่เที่ยง

คนที่เข้าสู่ความดีแล้ว จะต้องมีหลักการว่า... “อะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เขามีความสุขได้ ทั้งๆ ที่ชีวิตไม่เป็นสุข”

เรารู้ธรรมมาก แต่..ปฏิบัติน้อย ทำให้เราปล่อยวางไม่ได้ จึงยังไม่เรียกว่า เราเข้าสู่ความดีได้แล้ว ถ้าเข้าสู่ความดี (เบื้องต้น) ได้ เราจะต้องสามารถปล่อยวางความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้ แม้ว่าความจริงนั้น จะเป็นความจริงที่แก้ไขไม่ได้ และเราไม่ต้องการก็ตาม

ถ้าเราไม่ผ่านจรณะ ๑๕ เรายังเป็นพระอริยเจ้าไม่ได้ และถ้าผ่านจรณะ ๑๕ แล้ว ก็ถือว่า เพียงแต่เข้าสู่ “ความดีเบื้องต้น” เท่านั้น ไม่ใช่ว่า เป็นพระอริยเจ้าแล้ว เพราะ การเป็นพระอริยเจ้านั้น ยังต้องผ่านกรรมฐานที่สำคัญอีกหลายกอง

หลักธรรมของ “จรณะ ๑๕” ได้แก่....

๑.        สีลสัมปทา
            ๒.        อินทรีย์สังวร
            ๓.        โภชเนมัตตัญญุตา
            ๔.        ชาคริยานุโยค
            ๕.        ศรัทธา
            ๖.        หิริ
            ๗.        โอตตัปปะ
            ๘.        พาหุสัจจะ
            ๙.        วิริยะ
            ๑๐.      สติ
            ๑๑.      ปัญญา
          ๑๒.     ปฐมฌาน
            ๑๓.     ทุติยฌาน
            ๑๔.     ตติยฌาน
            ๑๕.     จตุตฌาน

จรณะข้อแรก คือ ผู้ที่จะเข้าถึงความดีได้นั้น จะต้องมี สีลสัมปทา คือ ต้องเป็นผู้เข้าถึงศีลพร้อม

การรักษาศีล กับ การเข้าถึงศีล ไม่เหมือนกัน!!!

การรักษาศีล อาจจะมีการแหว่งบ้าง เราต้องระวังตัวในการรักษาศีล เช่น ความคิดของเรา เราคิดถูกไหม หรือเราคิดผิด...  วาจา เวลาเราพูด เราโกหกเขาหรือเปล่า เราด่าเขาไหม เรานินทาเขาไหม เราพูดไม่รู้เรื่อง พูดจาไร้สาระหรือเปล่า เป็นต้น

คือ... ถ้าเราต้องเฝ้าระวังศีลไม่ให้ผิด เราจะต้องมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา (ถ้าเป็นแบบนี้) เราจะไม่มีทางรักษาศีลของเราให้บริสุทธิ์ได้เลย เหมือนนักมวยที่ขึ้นชกบนเวที เรามีแต่ “หลบ” อย่างเดียว ไม่สามรถต่อยเขาได้

การเข้าถึงศีล เขาเข้ากันอย่างไร

คนส่วนใหญ่ รักษาศีล จึงเข้าไม่ถึงมรรคผล ความดีไม่เกิดขึ้น จึงไม่สามารถดลบันดาลให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงได้

            อาจารย์เคยได้ยินคนที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่อง “การรักษาศีล” บอกว่า “อึดอัด” เนื่องเพราะ ใจเป็นขี้ข้าของกิเลสตัณหามานาน ใจที่มีความอยาก มันผิดศีล อยากเสพกาม คิดว่า ตัวเองคิดถูกแล้ว ดีแล้ว เอาใจของตนเองไปอยู่ในที่ต่ำ จึงอ้างว่า การไปเที่ยวซ่อง เราเอาเงินไปซื้อ เขาขาย เราซื้อ ไม่น่าจะผิด (คิดเข้าข้างตัวเอง) แต่...ความเป็นจริงนั้น สถานที่คุณไปซื้อ ไปเสพนั้น ถือเป็น “ที่อัปมงคล”

เพื่อนอาจารย์คนหนึ่ง มีเงินเป็นสิบล้าน เอาชีวิตของตัวเองไปหมกอยู่ที่นี่ (โรงน้ำชา อาบอบนวด ตามโรงแรม) บางคนใส่สร้อยคอสวมพระไป สร้อยคอหนักห้าบาท ตอนนี้ปรากฏว่า เขาไม่มีบ้านจะอยู่

แล้วเราจะทำอย่างไร?

คนที่ปฏิบัติธรรม ยังสามารถมีเมีย เสพกามได้ เป็นพระโสดาบันได้ ยกตัวอย่างเช่น ท่านอนาถ-บิณฑิกะเศรษฐี พระนางวิสาขา แต่ละท่านมีลูกหลายคน (แต่ท่านเหล่านั้นมีผัวเดียว เมียเดียว ไม่ข้องแวะกับคนอื่น)

สีลสัมปทา... เราจะอ้างหรือเลี่ยงไม่ได้  เราเข้าถึงศีล โดยไม่ต้องระมัดระวังเลย คนที่เข้าถึงสีลสัมปทาแล้ว เขาจะต้องมี “พรหมวิหาร” มาก ความเมตตา จะเป็นพื้นฐานให้เข้าสู่  “จรณะ ๑๕” และ “สีลสัมปทา” ได้

แม้ว่าเขาไม่มีจะกิน ถ้าเกิดสงครามขึ้น มีไก่อยู่ ๑ ตัว เขาก็จะไม่ฆ่าสัตว์เลย (เพราะความสงสาร)

จิตเขาจะไม่มีความรู้สึกอยากได้ของของคนอื่น แม้ไม่มีจะกินก็ตาม เช่น นั่งแท็กซี่ เจอเงินตกอยู่ในรถแท็กซี่ เขาจะไม่เอา เขาจะหาหนทางคืนแก่เจ้าของที่แท้จริง (เพราะ ความสงสาร)

            เรื่องของการโกหก เมื่อเขาเห็นทุกข์โทษในการพูดไม่จริง (คือ การโกหกเขา กลัวเขารู้ เมื่อรู้แล้ว จะเสียหาย) แต่คนที่เข้าถึงแล้ว เขาไม่กลัวว่า จะเสียหาย เขาเอาความสบายใจเป็นที่ตั้ง ไม่ทุกข์ใจหรอกที่พูดความจริง

            เราเห็น “คนด่า” หน้าตาและจริยาเป็นอย่างไร แล้วเราอยากจะเป็นอย่างเขาไหม

            สีลสัมปทา เป็นอารมณ์ที่ต้องเข้าถึงศีล กาย-วาจา-ใจ ต้องถึงพร้อมด้วยความบริสุทธิ์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ดังนั้น ผู้ประพฤติปฏิบัติ ต้องมี “การสอนตัวเอง” ว่า เมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว นำมาเปรียบเทียบกับตัวเองว่า “เราทำถึงแล้วหรือยัง” อะไรที่เป็นคำสั่ง อะไรที่เรายังทำไม่ได้ เราจะต้องนำมาสอนตัวเอง และทำให้ถึงให้ได้

สมัยที่อาจารย์ปฏิบัติอยู่ในห้องเช่าคนเดียว อาจารย์ด่าตัวเอง สอนตัวเองในสิ่งที่ตัวเองยังทำดีไม่ได้

            ดังนั้น การเข้าถึงศีล เพียงแค่เรา “ทรงพรหมวิหาร” เท่านั้นเอง ถ้าเราไม่มีพรหมวิหาร เราจะเป็นแต่ “ผู้รักษาการ” ความดีมีอยู่เพียงแค่ชั่วคราว ไม่ถาวร แต่ถ้าเรามีพรหมวิหาร เราจะเข้าถึงศีลโดยไม่ต้องระมัดระวังเลย

            อย่างไรก็ตาม แม้เราจะเพียรพยายามสอนตัวเองให้เป็นคนดี แต่...ใจเราก็ยังมีกิเลสอยู่ คนที่ถือศีลห้า แม้ว่ากิเลสตัณหายังมีอยู่ แต่...ก็สามารถบรรลุเป็นพระโสดาบันได้ (ศีลแปด เป็นศีลของพระอนาคามี)

            และ...กิเลสตัณหามาจากไหน?  ก็มาจาก...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรานั่นเอง

ตาเห็นของสวย-ของงาม เกิดความอยาก... เช่น
ผู้หญิงเห็นผู้ชายที่หล่อ            ผู้ชายเห็นผู้หญิงที่สวย
ผู้หญิงเห็นผู้หญิงที่สวย           ผู้หญิงเห็นผู้หญิงที่หล่อ
ผู้ชายเห็นผู้ชายที่สวย              ผู้ชายเห็นผู้ชายที่หล่อ
มีความอยาก มีตัณหา ก็ก่อให้เกิดความทุกข์ หรือความไม่สบายกายไม่สบายใจ (เหมือนนางนาค รักมาก หวงมาก)

หู มีความยินดียินร้าย           พูดเพราะ (ถูกใจ)                    เกิดความพอใจ (ยินดี)
                                                พูดไม่เพราะ (ไม่ถูกใจ)            เกิดความไม่พอใจ (ยินร้าย)

            ดังนั้น ผู้ประพฤติปฏิบัติ จึงต้องมี การสำรวมอินทรีย์หรืออินทรีย์สังวร (จรณะตัวที่สอง)) ซึ่งเป็นคนละความหมายกับอินทรีย์ ๕ คือ จะต้องมีการสำรวมระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจให้มาก

            อาจารย์สอนให้สำรวมระวังทุกอิริยาบถ และสอนให้ดูอาจารย์ใหญ่ เวลาเราไปห้าง เราดูกายใจเราหรือเปล่า ถ้าเราไม่สำรวมอายตนะทั้งหก ความดีของเราก็จะเสียหาย เมื่อเราเห็นของยังสวยอยู่ ดังนั้น การเข้าสู่ความดี จึงต้องมีการสำรวมระวังอายตนะทั้งหก (ตาที่เห็น หูที่ได้ยิน จมูกที่ได้กลิ่น....) ซึ่งจะตรงกับ “สติ” (คือ รู้ตัว) ในอินทรีย์ ๕

          เพราะ...        ถ้าไม่ระวัง                        แสดงว่า... ไม่มีสติ
เพราะ...        ถ้ามีการสำรวมระวัง           แสดงว่า... จะต้องมีสติสัมปชัญญะอย่าง                                                  มาก (ซึ่งจะต้องเริ่มด้วย อานาปานุสสติกรรมฐาน)

          ถ้าเป็นนักปฏิบัติ และไม่อยากให้ชีวิตแย่กว่าเดิม โดยเฉพาะคนที่มีแฟน (ผู้ชาย) เห็นผู้หญิงสวย ต้องพยายามมองให้เห็นเป็นใบหน้าของภรรยาตัวเอง (เพราะ เมื่อใจคิด แล้วก็จะทำ) จะได้ไม่ผิดศีล (สีลสัมปทา)

            อาจารย์เคยถามหลวงปู่องค์หนึ่ง (เป็นวัดป่า) ว่า ทางลัดที่สั้นที่สุดในการเข้าสู่พระนิพพาน จะต้องทำอย่างไร ท่านตอบอาจารย์ว่า... ตัดรูปตัวเดียว

            ดังนั้น เราจะต้องหักห้ามใจตัวเอง...  “ไม่สนใจ” (ตาที่เห็นรูป) อย่ามองผู้หญิง อย่าเพ่งผู้หญิง หรือถ้ามองเห็นเป็นอาจารย์ใหญ่ ถูกต้อง แต่ถ้ามองเห็นเป็นคนสวย-คนหล่อ จิตก็เป็นคนดีไม่ได้ (จิตวิปริต)

            อาจารย์เคยห้ามลูกศิษย์ที่เป็นผู้ชายคนหนึ่งว่า “อย่าทำผิดนะ” หลังจากที่เข้าสู่การปฏิบัติธรรมจนเห็นผลในการเข้าปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ความดีแล้ว แต่เขาไม่เชื่อ (เขาทำผิด) ชีวิตวิบัติทันที ทั้งๆ ที่กิจการของเขากำลังเจริญรุ่งเรือง

          การเข้าความดีเบื้องต้น      ----->          อย่าสนใจ!

            เราจะต้องสำรวมระวังจนไม่มีความยินดียินร้าย (นั่นคือ ตาที่เห็นอะไรก็ตาม จะต้องไม่มีความพอใจหรือไม่พอใจ)

            เรื่องจริง ผู้ชายคนหนึ่งชอบผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ตาไปเห็นผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ใจเกิดชอบ จึงลาออกจากงาน (ข้ออ้าง) เพื่อหนีผู้หญิงคนที่สอง ไม่ใช่เป็นการห้ามใจตนเอง แสดงว่า “ผู้ชายคนนี้มีอารมณ์ยินร้าย”

            เมื่อเราไม่รู้เหตุของความชอบ เราจะหนีไปไหน

            เมื่อเราไม่ยุ่งกับเขา เรากลับหนีเขา แสดงว่า ลึกๆ แล้ว เราเริ่มชอบเขาแล้ว กลับอวดตัวว่า กำลังเจริญความดีอยู่ อย่าทำ

          จรณะตัวที่สาม คือ โภชเนมัตตัญญุตา แปลว่า กินอาหารพอประมาณ

            หมายความว่า อร่อย ไม่อร่อย ก็กินจานเดียว เราถามตัวเองว่า เรามีความยินดี ยินร้ายไหม ถ้าอร่อย แสดงว่า ยินดี และถ้าไม่อร่อย แสดงว่า ยินร้าย แบบนี้ ไม่ถูกต้อง

            เราไม่กิน เพราะ เราไม่ติดที่ร้านเขา ไม่ว่าเขาจะทำอร่อยหรือทำไม่อร่อยก็ตาม ไม่มีอารมณ์ยินดียินร้าย แต่ถ้าไม่กิน เพราะ เขาเปลี่ยนแม่ครัว ทำไม่อร่อย แสดงว่า เรามีอารมณ์ยินร้าย

          คนประพฤติดี ปฏิบัติชอบ กินง่าย อยู่ง่าย เรียกว่า มีโภชเนมัตตัญญุตา

            คนที่เข้าสู่ความดี จะนึกถึงคนอื่นก่อน ไม่พูดทำลายกำลังใจของเขา กินเพื่ออยู่ เพื่อให้ความหิวบรรเทาลง (ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน กินจนมากเกินไป เกิดทุกข์โทษแก่ร่างกายตัวเอง)

          ทุกหัวข้อในจรณะ ๑๕ นั้น จะต้องไม่มีความยินดีและยินร้าย

          จรณะตัวที่สี่ คือ ชาคริยานุโยค แปลว่า จะต้องเป็นผู้ตื่นในธรรมอยู่เสมอ ไม่เกียจคร้าน ไม่งัวเงีย ใจจะต้องอย่าท้อแท้ ไม่อ่อนแอ หรือมีความหดหู่ ใจจะต้องดีอยู่เสมอ จะต้องมีกรรมฐาน มีธรรมะ

            จรณะตัวที่ห้า คือ ศรัทธา แปลว่า มีความเชื่อว่า มรรคผลมีจริง ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว

            อาจารย์คิดว่า ศรัทธาน่าจะต้องมาเป็นตัวแรก เพราะ ถ้าไม่มีศรัทธา จะรักษาศีลให้ถึงพร้อมได้อย่างไร  และถ้าไม่มีศรัทธา จะปฏิบัติในจรณะสามข้อต่อมาได้อย่างไร

            (เมื่อเรามีศีล มีความสำรวมระวัง กินง่าย อยู่ง่าย ชีวิตก็จะไม่ลำบาก ไม่สิ้นเปลือง)

            จรณะตัวที่หก คือ หิริ แปลว่า ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบจะต้องสอนตัวเองให้มี “หิริ” คือ มีความละอายต่อความชั่ว ไม่ให้เกิดขึ้นมาเลย จะต้องอาศัยอินทรีย์สังวรมาก และจะไม่มีการทำผิดพลาดเลย

            เมื่อทำบาปแล้ว ค่อยสำนึก ไม่ใช่จรณะ ๑๕

            ก่อนคิด ก่อนพูด ก่อนทำ จะต้องไม่ทำก่อน จึงจะเรียกว่า มีหิริ เช่น เขกหัวคนอื่นก่อน แล้วขอโทษเขา หรือที่เรียกว่า อายก่อนที่จะทำบาป ไม่ใช่ทำก่อน ค่อยมาอาย

            จรณะตัวที่เจ็ด คือ โอตตัปปะ คนที่ดีจริงๆ จะต้องมี “โอตตัปปะ” กลัวผลของบาปที่จะเกิดขึ้น ซึ่งประพฤติดีปฏิบัติชอบ จะไม่เอาเลย จะไม่ทำเลย เพราะ เชื่ออย่างเต็มร้อยว่า เมื่อทำผิด ผลของความผิดจะส่งผลให้แก่เราอย่างแน่นอน

            จรณะตัวที่แปด คือ พาหุสัจจะ หมายความว่า คนที่เข้าสู่ความดี จะต้องเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก

เรื่องจริง ลูกศิษย์อาจารย์คนหนึ่ง มาฟังธรรมแทบจะไม่เคยขาด ฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้บ้าง เขาไม่เคยถาม เมื่อเขาฟังธรรมมาก เขาก็รู้ความเป็นจริงมาก ใจที่เคยเศร้าหมอง คิดมาก ก็เริ่มปล่อยวางได้ทีละเล็กทีละน้อย หน้าตาเริ่มสดใส (ไม่อมทุกข์เหมือนเมื่อก่อน)

ถามว่า ปัญหายังมีอยู่มากไหม “ยังมี” แต่ความทุกข์ที่มีอยู่ ไม่รู้มันหายไปไหน ไม่ต้องให้อาจารย์หรือใครช่วยแก้ทุกข์ให้ อาจารย์เพียงแต่บอกว่า “ไหว้พระไป ฟังธรรมไป ไปทำบุญเดือนละครั้ง” เท่านั้นเอง

ความทุกข์เกิดขึ้น เพราะ มี ความไม่รู้ เป็นเหตุ

อาจารย์ขอย้ำว่า เราจึงขาดฟังธรรมไม่ได้ เพราะ ถ้าเราขาดการฟังธรรม เราก็จะไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟังบางเรื่อง

พาหุสัจจะ มีส่วนเกี่ยวข้องใน “อินทรีย์ ๕” ไหม?… ถ้าฟังธรรมมาก ความศรัทธาในธรรมก็จะมีมากนั่นเอง

จรณะตัวที่เก้า คือ วิริยะ” เหมือนกับ “วิริยะ” ในอินทรีย์ ๕

            ได้แก่   เพียร “ละ” ความชั่ว    
            เพียร “ระวัง” ความชั่วไม่ให้เกิดขึ้น
            เพียร “รักษา” ความดีให้ดีตลอด
            เพียร “สร้าง” ความดีให้เกิดขึ้น

จรณะตัวที่สิบ คือ สติ (ซึ่งย่อมเหมือนกับ “สติ” ในอินทรีย์ ๕)

            เราจะต้อง “รู้สึกตัวทั่วพร้อม” นั่นคือ จะต้องมีการนึกถึง “จรณะ” แต่ละตัว เราจะต้องเอา “สติ” มาเตือน “จรณะ ๑๕” แต่ละตัวอยู่เสมอ ตอนมีทุกข์ มีเวลา แต่พอรวยขึ้นมา มักอ้างว่า “ไม่มีเวลา” (ทุกคนมักจะเป็นแบบนี้)

            จรณะตัวที่เอ็ด คือ ปัญญา ถ้าไม่มีปัญญา ความดีในจรณะ ๑๕ จะทรงตัวอยู่ไม่ได้ (มีแต่ความเห็นผิด ไม่มีความเห็นชอบ) ความดีที่จะเดินต่อ ก็ไม่สามารถเดินได้

          ความจริงแล้ว การที่เราทำสมาธิ (อานาปานุสสติกรรมฐาน) เพื่อสร้างสติสัมปชัญญะนั้น จะต้องเริ่มมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น “คนบุญ” หรือ “คนบาป” มีความเห็นผิดหรือเห็นชอบก็ตาม

            การสร้างสติสัมปฃัญญะนั้น จะต้องกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกจนถึงระดับ “อุปจารสมาธิ” แต่เรายังเข้าถึงความดีไม่ได้ การที่เราจะเข้าถึงความดีที่แท้จริงได้นั้น จะต้องทำสมาธิจนถึงระดับ “ปฐมฌาน” เท่านั้น

            ดังนั้น สมาธิใน “จรณะ ๑๕” จึงเริ่มต้นที่ “ปฐมฌาน (ไม่ใช่ อุปจารสมาธิ) ซึ่งเป็น จรณะ ๑๕ ตัวที่สิบสอง แล้วจึงตามด้วย จรณะ ๑๕ ตัวที่สิบสาม สิบสี่ และสิบห้า คือ ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตฌาน ตามลำดับ

            เมื่อเราทรงสมาธิได้ในระดับของ “อุปจารสมาธิ” เราก็จะมีความเห็นชอบ เริ่มเข้ามรรคแปดได้ บรรลุในสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะได้ ทำให้เราเริ่มเข้าสู่ความดีเบื้องต้น แต่เรายังไม่ใช่คนดี (ที่แท้จริง) เพราะ กิเลสตัณหายังไม่ได้ลด ละ เลิก...

          กิเลสตัณหาจะลด ละ เลิกได้ จะต้องมี “สมาธิขั้นปฐมฌานขึ้นไป” เพื่อพิจารณาให้รู้แจ้งในไตรลักษณ์ จนเกิดนิพพิทาญาณ เพื่อที่จะเข้าสู่การบรรลุมรรคผลได้

            คนดีในพุทธศาสนา จะต้องเป็น “พระโสดาบัน” เท่านั้น และกำลังในการที่จะบรรลุเป็นพระโสดาบันได้นั้น ต้องอาศัย ทาน ศีล สมาธิระดับปฐมฌานขึ้นไป จึงจะสามารถตัดสักกายะทิฐิ วิจิกิจฉา สีลพตปรามาส และสามารถละ เลิกกิเลสตัณหาได้แบบถาวร (ไม่ใช่ เลว แล้วมาดี ดีแล้ว ยังกลับไปเลวอีก)

และ...ถ้าไม่อบรมตัวเองใน “จรณะ ๑๕” ถามว่า เราจะเข้าสู่ความดีได้อย่างไร

เราทำบุญ ใส่บาตร สร้างโบสถ์ แต่ถ้าพร่องใน “จรณะ ๑๕” ในข้อใดข้อหนึ่ง ความดีของท่าน ก็ยังไม่ใช่ความดีที่แท้จริง

คนไม่มีสีลสัมปทา….  ทำบุญแล้วยังละบาปไม่ได้
คนไม่สำรวมระวัง        ย่อมเกิดความต่ำช้าในจิต

เราทำบุญมาก             แต่ยังกินยาก อยู่ยาก จู้จี้ จะเข้าสู่ความดีได้อย่างไร
เราทำบุญมาก             แต่ไม่มีธรรมะมาสอนตัวเอง (ไม่ตื่นในธรรม) จะหักห้ามตัวเองได้                                            อย่างไร
เราทำบุญมาก             แต่ยังเป็นคนดีไม่ได้
เราทำบุญมาก             แต่ศรัทธาในคำสอนน้อย จะเอาคำสอนไหนมาอบรมตัวเองให้ละบาป
เราทำบุญมาก             แต่บาปไม่ได้ละ
เราทำบุญมาก             ไม่มีความทุกข์ร้อนที่ทำให้คนอื่นเสียหาย เราเป็นคนดีหรือ
?
เราทำบุญมาก             แต่ไม่พึ่งพระเทศน์ ชีวิตจะรุ่งเรืองได้อย่างไร
                                    (ทำเหตุอะไร    ชีวิตจึงเสียหาย  ทำเหตุอะไร ชีวิตจึงรุ่งเรือง)

            โลกนี้ ทุกคนอยากรวย อยากรุ่งเรืองตลอด ไม่อยากมีทุกข์ คนไม่สนใจในธรรม จะรวยถาวรได้อย่างไร

ทำบุญเยอะ                 แต่...ไม่มีสติ
ทำบุญเยอะ                 แต่...ไม่มีปัญญา  (แก้ปัญหาตัวเองไม่ได้)

            คนมีพาหุสัจจะ อาจารย์ไม่เคยหาวัตถุมงคลหรือไม้มงคล คนไม่รู้ แสวงหา “ที่พึง” ภายนอก เช่น อาจารย์มีไฝอัปมงคล ไฝในร่มผ้า ไฝบนใบหน้า แต่วันนี้ อาจารย์เป็นอาจารย์ พร้อมไฝกาลกิณีบนใบหน้า สร้างคนให้เป็นคน

            อาจารย์มีความเข้าใจดีว่า “ความเป็นมงคลของตัวเอง อยู่ที่ไหน” แม้แต่บ้านกาลกิณี (อยู่ทางสามแพร่ง) คนอื่นบอก เป็นบ้านอัปมงคล แต่เพราะ อาจารย์ทำข้อวัตรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ บ้านจึงร่มเย็น จนคนข้างบ้านอิจฉา  (บ้านที่คนอื่นคิดว่า เป็นบ้านอัปมงคล กลับสร้างคนในคณะพุทธ ธรรม สงฆ์ ให้เป็นคนดีได้เป็นร้อย)

            คนไม่รู้ หาที่พึ่งไม่ถูกต้อง เอาคนอื่นเป็นที่พึ่ง (เขาดีพอหรือยัง) คนที่จะเป็นที่พึ่งให้เราได้ คือ “ตัวเราเอง” (อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ) และถ้าเราอบรมตัวเองจนดีแล้ว เราก็จะเป็นที่พึ่งของเราเอง (ไม่ต้องพึ่งใคร)

            คนไม่รู้ ทำมาหากินลุ่มๆ ดอนๆ

          “เมื่อไหร่ที่เราขัดล้างสิ่งอัปมงคลออกจากกาย-วาจา-ใจ แล้วเราประพฤติปฏิบัติใน “จรณะ ๑๕” ชีวิตของเราก็จะเกิดความมหัศจรรย์ ความดีที่เกิดขึ้น ก็จะจัดสรรชีวิตให้เราโดยที่เราคาดไม่ถึง แต่...ถ้าเราเป็นคนใจร้าย แล้วประพฤติแต่สิ่งไม่ดี สิ่งดีๆ ในตัวเราก็จะหนีหาย โชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง มิตรดี ลูกดี จะหนีหาย เพราะ เรามองไม่เห็นตัวเอง เขาไม่ทนอยู่กับเรา”

            เราศึกษาธรรมะ จะต้องมีเหตุผลและเข้าใจตามความเป็นจริงตามที่อาจารย์ศึกษามา และนำมาแนะนำแก่พวกเรา

            อาจารย์ขอจบการบรรยายธรรมในวันนี้แต่เพียงเท่านี้ เดี๋ยวพวกเราอุทิศส่วนกุศล และกราบลาพระพร้อมกัน

****************************************************

สรุปคำสอนและเรียบเรียงคำบรรยายธรรมโดย.... หมอเล็ก
วันจันทร์ที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๖

 

หมายเหตุ       คุณงามความดี และอานิสงส์ผลบุญที่จะพึงบังเกิดมีขึ้นมากน้อยเพียงใดก็ตาม ในการที่เกล้ากระผมได้ตั้งใจในการเรียบเรียงและสรุปพระธรรมเทศนาในครั้งนี้ เกล้ากระผมขอนอบน้อมถวายเพื่อสักการบูชาแด่พระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยะสงฆ์เจ้าทั้งหลาย องค์บูรพาจารย์ทั้งห้า องค์หลวงพ่อพระราชพรหมยานแห่งวัดท่าซุง และแด่พระเดชพระคุณท่านอาจารย์ อ กสินัง ด้วยเศียรเกล้า และอย่างหาที่สุดมิได้ครับ