พุทธธรรมสงฆ์ เว็บไซต์ kasinung.com เป็นเว็บไซด์  ธรรมะ,  สอนธรรมะ, ฟังธรรม, ฟังธรรมะ, เรียนธรรมะ, ปฏิบัติธรรม !! การเข้าถึง..พระรัตนตรัย..พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ..  ต่อจากนี้ไป!! ท่านสามารถติดตามข่าวสารและคำสอน..หรือคุยเรื่องปัญหาชีวิต..ในข้อธรรมะที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของท่านเอง...โดย " อาจารย์ อ.กสินัง " ได้จาก " ห้องธรรมะ " (เว็บบอร์ด) ค่ะ!!..และท่านที่ต้องการหนังสือการปฎิบัติกรรมฐานเบื้องต้น  (แจกเพื่อเป็นธรรมทาน).... ท่านสามารถแจ้ง.ชื่อและที่อยู่ติดต่อได้ที่.." ห้องธรรมะ " หรือ โทร. 089-1161231, Fax. 02-4159527 ค่ะ!! 

บทความ
“การเจริญมรรคผล ตอน นิวรณ์” (อ่าน 3946/ตอบ 0)

ธรรมะรอบเช้าประจำวันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

เรื่อง.... “การเจริญมรรคผล ตอน นิวรณ์”

ณ สถานปฏิบัติธรรมนราภิรมย์ จังหวัดนครปฐม

บรรยายธรรมโดย....ท่านอาจารย์ อ กสินัง

..............................................................................................................................................

            เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๖ อาจารย์ได้อธิบายเรื่อง การเจริญมรรคผล แต่อธิบายแบบพื้นๆ เพื่อให้พวกเราที่เริ่มปฏิบัติเข้าใจว่า เขาทำกันแบบไหน เขาทำกันอย่างไร เขามีการคิดพิจารณาว่า ทำแบบไหน ชีวิตจึงจะเข้าสู่ความดีได้

แต่บางคนอาจค้านว่า “ไม่เห็นอาจารย์พูดถึงเรื่องกรรมฐานเลย”….. คนที่รู้มาก แต่ไม่แจ้งในธรรม ก็มักจะเข้าใจแบบนี้

การเจริญมรรคผล  คือ การปฏิบัติตามมรรคแปด แล้วผลก็จะเกิดขึ้น  ซึ่งที่ผ่านมานั้น อาจารย์เน้นเรื่อง “สัมมาทิฏฐิ” มาก (ไม่เน้นเรื่องกรรมฐานมากนัก)

วันนี้ อาจารย์จะสอนเรื่อง... การเจริญมรรคผล ตอน “นิวรณ์”

การฟังธรรม ก็เพื่อเรียนรู้ว่า เราจะทำอย่างไรให้ใจเรามีความเห็นชอบ เห็นตามความเป็นจริง หรือที่เรียกว่า มี “สัมมาทิฏฐิ” นั่นเอง

คนอื่นจะอธิบายอย่างไร อาจารย์ไม่รู้ แต่อาจารย์ทำมาแบบนี้ จึงขออธิบายให้พวกเราเข้าใจแบบนี้

เมื่อใดก็ตามที่ใจเรามีความเห็นผิด (พ่อแม่กับลูก เจ้านายกับลูกน้อง) ส่วนใหญ่ก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้น เพราะ มีความคิดเห็นต่างกัน ไม่เป็นแนวทางเดียวกัน ดังนั้น ความสงบในครอบครัวหรือในองค์กรก็เกิดขึ้นไม่ได้

แต่ถ้าเราเรียน “ธรรมะ” คือ ความเป็นจริง เมื่อเรารู้หรือมีความคิดเห็นอะไรก็ตาม ก็จะเป็น “ความเป็นจริง” ที่เหมือนกัน ซึ่งในคณะเรา จะไม่มีความขัดแย้งกัน แลจะไม่มีปัญหาซึ่งกันและกัน เพราะ ทุกคนศึกษาธรรมะตามความเป็นจริง คือ “มีความเห็นชอบ” นั่นเอง

แต่….จะต้องมี “คนเห็นชอบ” มาสอนเรา

อาจารย์มี “หลวงพ่อพระราชพรหมยาน หรือ หลวงพ่อพระฤาษีลิงดำ” (ซึ่งท่านผ่านความหลงผิด จนมีความเห็นชอบ) เป็นอาจารย์ อาจารย์ก็มีความเห็นชอบตามท่าน ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

ถ้าคนปฏิบัติธรรมเจริญมรรค แต่ไม่ผ่านความเห็นชอบมาก่อน เมื่อมารักษาศีล เจริญสมาธิเลย ศีล สมาธิ ปัญญาก็ผิดหมด ญาณหยั่งรู้ก็ไม่เกิดขึ้น

ในศาสนาพุทธ ถ้าไม่สนใจในเรื่องของ “ญาณ” ถือว่า ถูกหลอก ศาสนาพุทธ ถ้าไม่มีอะไรลึกซึ้ง อาจารย์ไม่ทำ อาจารย์ไม่เสียสละชีวิตในการปฏิบัติธรรมหรอก และถ้าคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่เป็นจริง อาจารย์ก็จะไม่จมปลักทนสอนพวกเราแบบนี้ สอนพวกเราแล้ว อาจารย์ได้เงินหรือ อาจารย์สร้างตัวมาตั้งแต่อายุ ๑๐ กว่า พออายุ ๓๐ ปี อาจารย์ก็ได้ขี่รถซีตรองแล้ว

แต่….คำสอนของพระพุทธเจ้ามีความมหัศจรรย์ ปลดทุกข์ได้จริงๆ แปลก บางคนกลับเบื่อหน่าย ฟังธรรม ง่วงนอน ไม่ตั้งใจฟัง ทั้งๆ ที่ต้องใช้เวลาเดินทางไป-กลับสถานธรรมฯ ถึง ๗๐-๘๐ กม. ใช้เวลาหลายชั่วโมง!!!

ถ้าการเจริญมรรคผลไม่มี ญาณ อาจารย์ไม่เอา แต่เพราะการเจริญมรรคผลมีเรื่องของ “ญาณ”  เข้ามาเกี่ยวข้อง ขึ้นอยู่กับว่า “ใจเรามีกำลังพอไหมในการฝึกฝนและสอนตัวเอง”

ถ้าไม่มีจริง ผู้คนนับถือหลวงปู่แหวนที่ตรงไหน เคยมีเรื่องจริงที่เกิดขึ้น กัปตันคนหนึ่งขับเครื่องบินอยู่ (ขณะบินผ่านเหนือน่านฟ้าบริเวณวัด) เห็นพระองค์หนึ่งนั่งสมาธิ ลอยอยู่กลางอากาศ กัปตันคนนั้นจึงสืบหาว่า เป็นหลวงปู่จริงหรือไม่ ปรากฏว่า ท่านคือหลวงปู่แหวน

หลวงปู่หลวงพ่อหลายองค์ ท่านสร้างอาชีพ “ขายพระเครื่อง” ให้กับผู้คน (บางคน) จากพระ-เครื่องที่มูลค่าเพียง ๑๐ บาท จนมีราคาสูงเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน คนที่ซื้อโง่หรือ ถ้าพระเครื่ององค์นั้นไม่มีอะไรดีจริง

อำนาจนั้น มาจากไหน???

หลวงปู่หลวงพ่อมีอะไรที่แตกต่างจากพวกเรา ท่านเหมือนกับเราทุกอย่าง ท่านหิว ท่านทุกข์ ท่านเจ็บป่วย ท่านไม่มีอะไรที่วิเศษกว่าเราเลย แต่ ท่านมีจิตที่ถูกอบรมฝึกฝนจนมีอำนาจ จึงเรียกว่า “อำนาจจิต”

หลวงปู่หลวงพ่อหลายองค์ ผู้คนนับถืออะไรจากท่าน ผู้คนเหล่านั้นพากันนับถือ “ญาณวิเศษ” สามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคต มีอะไรที่พิเศษที่คนทั่วไปไม่มี

อาจารย์จะอธิบายให้ท่านเข้าใจว่า มรรคผลมีจริงหรือไม่ และชีวิตหลังตายมีจริง

ในชีวิตการปฏิบัติธรรมของอาจารย์ที่ผ่านมา อาจารย์ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง แต่ก็มีพระป่าที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ นำพระแก้วโบราณ ช้างโบราณ อายุหลายร้อยปีจากกรุโบราณ มาให้อาจารย์เก็บรักษาไว้ ซึ่งอาจารย์ก็เตรียมการที่จะนำพระแก้วโบราณนี้ไปบรรจุในเจดีย์ที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท และอาจารย์ก็จะแจ้งกำหนดการให้พวกเราทราบต่อไป

อาจารย์ไม่สนใจวัตถุมงคล เพราะ ครูบาอาจารย์ที่ท่านสร้างวัตถุมงคล “ตาย” ให้เราเห็นหลายองค์แล้ว ไม่อยู่ยงคงกะพัน ไม่เหลืออยู่เลยสักองค์เดียว แต่ที่อยู่ยงคงกะพัน คือ... “มรรคผล” ไม่ต้องกลับมาทุกข์อีก ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงไม่สนใจสิ่งเหล่านี้เลย

เกิด แก่ เจ็บ ตาย... ไม่มีใครหยุดยั้งความจริงตรงนี้ได้ แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า ทรงสอนว่า มีวิธีที่ไม่ต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตายอีก ที่เรียกว่า “โมกธรรม” (ธรรมเพื่อความหลุดพ้น เข้าสู่พระนิพพาน)

และนี่คือ... “ความเห็นชอบ”

ถ้าท่านไม่มีความเห็นชอบ คนเห็นผิดก็จะพูดให้เราคล้อยตามได้ง่ายและพากันหลงทาง

การเจริญมรรค ถ้าเราไม่ฟังธรรม ไม่พิจารณาในสิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านพูดสอนเรา เราก็จะไม่รู้จักคิด ถ้าเราฟังธรรม ชีวิตเราก็จะไม่ผิด ไม่ต้องทุกข์ใจ ด้วยเพราะ “เราไม่รู้”

อาจารย์จึงยกตัวอย่างหลายตัวอย่าง เพื่อให้เราเข้าใจว่า อารมณ์พระอริยเจ้า เขาคิดกันแบบไหน อารมณ์ของเราไปทางไหน

การฟังธรรม เพื่อเจริญมรรค เราจะต้องได้ครูบาอาจารย์ที่ป้อนความจริงให้เราเชื่อ แต่ไม่ใช่ให้เราเชื่อโดยไร้เหตุผล เพราะ ถ้าเชื่อโดยไร้เหตุผล เราก็จะมีความเห็นผิด ละไม่ได้ แก้เหตุแห่งทุกข์ก็ไม่ได้ด้วย นำพาชีวิตให้เจริญไม่ได้ ล้มเหลวหมด

ลูกศิษย์คนหนึ่งในคณะพุทธ ธรรม สงฆ์คนหนึ่ง ทำมาแล้ว ๘ อาชีพ ไปดูหมอดู หมอดูทำนายว่า ทำกินไม่ขึ้น คล้อยตามหมอดู ให้หมอดูมาเป็นเจ้าชีวิต

“ธรรมที่แท้จริง ไม่ต้องเปลี่ยนอาชีพแต่ให้..เปลี่ยนจิตใจตัวเอง” (เพราะ อาชีพใหม่ของเรา ก็เคยเป็นอาชีพเก่าของคนอื่นมาก่อน)

อย่าไปเชื่อหมอดู ให้เดินตามที่พระพุทธเจ้าสอน “สร้างเหตุแบบไหน ผลก็จะเกิดขึ้นแบบนั้น”

เขาเป็นหนี้ อาจารย์สอนให้ทาน (เป็นหนี้ แล้วยังให้ทาน) แต่...ต้องอย่าให้ทานเฉพาะครอบครัวของตัวเอง ต้องให้ทานแก่คนอื่นสัตว์อื่นด้วยความเต็มใจ ทานบารมีจะเกิดขึ้นที่ตรงนั้น หนี้สินล้นพ้นตัวที่เกิดจาก “ความเห็นผิดที่ใช้ชีวิตไม่ถูกต้อง” ก็จบลง หมดลง เพราะ เดินเส้นทางมรรคถูกต้อง

การเจริญมรรค เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าเราเบื่อหน่าย “คำสอน” เราจะได้ “ความจริง” มาจากไหน

ลูกศิษย์ยุคใหม่ของอาจารย์ เขาเหล่านั้นก็เจริญมรรคกันทั้งนั้น ไม่มีวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลังแต่อย่างใด

คนยังโง่อีกมาก ท่านถูกหลอกให้สร้างความรวยด้วย “ความเห็นผิด” หนี้สินแทนที่จะหมด กลับเพิ่มขึ้น เพราะ ด้วยความโง่ของท่านเอง

เมื่อเราผ่านความเห็นชอบ เราต้องทำสมาธิ ศีล แม้จะมาก่อน แต่ถ้าเรายังไม่เป็น “ผู้รู้” ศีลก็บริสุทธิ์ไม่ได้ และ...การเป็นผู้รู้นั้น ใจต้องสงบก่อน

อาจารย์สอนทุกคนที่ทุกข์ที่เข้ามาอาจารย์ บังคับให้เขาปฏิบัติดังนี้       

หนึ่ง    ฟังธรรมเดือนละครั้ง                            อย่าให้ขาด!
สอง    ไหว้พระสวดมนต์เป็นฌาน เช้า-เย็น           อย่าให้ขาด
!
สาม    ไปวัดทำบุญทุกเดือน                             อย่าให้ขาด
!

การฟังธรรม จะทำให้ชีวิตของเรา “เห็นชอบ” เห็นเหตุที่ทำให้ชีวิตตกต่ำ เลิกได้ ละได้ แต่...ถ้าเราฟังบ้าง ไม่ฟังบ้าง เราจะรู้เรื่องได้อย่างไร

การไหว้พระเป็นฌาน อาจารย์กำลังสอนให้พวกเรา “ผูก” อยู่กับพระพุทธเจ้าโดยไม่รู้ตัว เพราะ พระพุทธเจ้า พระองค์ท่านเชื่อถือได้และไว้ใจได้

เมื่อเราสวดมนต์ทุกวัน จิตที่ล่องลอยก็ลดน้อยลง เรามานั่งร้องไห้ต่อหน้าพระพุทธรูป บอกเล่าความทุกข์ให้ท่านฟัง ดีกว่า มานั่งร้องไห้ใต้ต้นไม้ หรือในห้องน้ำ

การสวดมนต์เป็นฌาน ท่านจะต้องท่องจำมนต์และกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออกไปด้วย ท่านจะได้สมาธิไปในคราวเดียวกัน และจะได้ “พุทธานุสสติ” จิตเริ่มมีความตั้งมั่น มีความสงบร่มเย็น (ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้อะไร) สมาธิเริ่มมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เรียกว่า... “สร้างเอง-ปลุกเสกเอง-บริกรรมเอง”

“ยาก ลำบาก อาจารย์”
“ลำบากแล้ว ใครช่วยได้ หลวงปู่หลวงพ่อช่วยได้หรือ”

ถ้าหลวงพ่อช่วยได้….

-                      ช่วยเป่าให้ความชั่วของพวกเขาหมดไป
-           ช่วยให้พวกเขาเป็นพระอริยเจ้า
-           ช่วยให้พวกเขามีความสมบูรณ์ในอายุ วรรณะ สุข พละ และเงินทอง

แต่ความเป็นจริง ย่อมเป็นไปไม่ได้!!!

อาจารย์คุยกับวิญญาณมาเยอะ วิญญาณหนึ่งมาเข้าร่างทรงลูกศิษย์คนหนึ่ง อาจารย์บอก “ไม่ต้องทรงแล้ว” พอถึงเวลาเที่ยงคืน เขามาหาอาจารย์ เขาถามอาจารย์ว่า “เรากำลังสงเคราะห์ผู้คนที่มีความทุกข์อยู่ ท่านห้ามเราได้อย่างไร”

อาจารย์ตอบว่า “เจ้าแม่ปลดทุกข์ได้จริงหรือ เจ้าแม่รู้ว่า มีอะไรเป็นเหตุ เขาทำผิด เขาก่อทุกข์โทษให้กับตัวเอง มีหนทางเดียว คือ เจ้าแม่ต้องดลบันดาลให้ความชั่วของเขาหมดไป ทำให้เขาเป็นคนดี เจ้าแม่ทำได้ไหม” เจ้าแม่ไม่ตอบ และตั้งแต่นั้นมา ไม่ทรงอีกเลย

(นอกจากอาจารย์เสียงดังกับพวกเราแล้ว อาจารย์ยังเสียงดังกับเหล่าวิญญาณด้วย)

ใครให้ “ความจริง” กับอาจารย์ อาจารย์ให้ความเคารพ เพราะ... ชีวิตของเราอยู่ได้ด้วยความเป็นจริงและความถูกต้อง... ถ้าไม่มี สังคมอยู่ไม่ได้หรอก ไม่เป็นสุข

อาจารย์สอนให้ไหว้พระ อ้างว่า เจ็บออดๆ แอดๆ ดีแต่ปรนเปรอชีวิตตัวเอง แต่พอจะทำความดี ไม่มีความเพียร แล้วเราจะสำเร็จได้อย่างไร

อาจารย์พาไปวัด ทำบุญ อาจารย์หลอกพวกเราหรือ (อาจารย์ทำบุญมากกว่าเราเสียอีก)

ความเป็นจริงนั้น  “ชีวิตของพวกเราอยู่ได้ด้วยกรรม” คนที่ขาดการให้ทาน (ในอดีตชาติปางก่อน) เมื่อมาเกิดใหม่ในชาตินี้ ยากที่จะได้รับอะไรดีๆ จากผู้อื่น เราไม่เคยให้ เราเห็นแก่ตัว เราไม่เคยสอนตัวเองให้สงเคราะห์คนอื่น เราเป็นคนโลภ เป็นคนเลวโดยไม่รู้ตัว

เมื่อก่อน มีบริวารดี แต่เดี๋ยวนี้บริวารไม่ดี เราเคยดู “จิตของเรา” เองไหม เมื่อเราไม่ดู เราก็ย่อมต้องเดือดร้อนเป็นธรรมดา

การทำบุญ ยังต้องเลือกอีก!!!

ผู้พิพากษาท่านหนึ่ง มีความสนิทสนมกับอาจารย์มาก ท่านชอบใส่บาตรทุกเช้า วันหนึ่ง มีพระธุดงค์เดินมาบิณฑบาต แล้วพูดว่า “โยม อาตมายังขาด-กลด โยมพอจะสงเคราะห์หาให้ได้ไหม”

“ได้ครับ ขอให้ท่านมาพรุ่งนี้ ผมจะนำมาถวายให้ครับ”

“โยม ขอให้ถวายเป็นเงินเถอะ อาตมาจะไปหาซื้อเอง”

โดยพระธรรมวินัย พระสงฆ์เรียกรับหรือขอสิ่งของจากชาวบ้านไม่ได้ ยกเว้นว่า โยมจะปวารณาอุปัฏฐากพระสงฆ์องค์นั้นไว้เท่านั้น

เมื่อพระทำผิดศีล เราทำบุญไปแล้ว เราก็ได้บาป เพราะ เรามารู้ภายหลัง ถ้าเราเผลอด่าท่าน เรียกว่า “ทำบุญแล้วได้บาป”

อีกตัวอย่างหนึ่ง เราเดินอยู่ เจอคนแก่เป็นลม ด้วยความสงสาร เข้าไปถามว่า “ยายจะไปไหน” ยายตอบว่า “พ่อหนุ่ม ยายยังไม่ได้กินข้าว ไม่มีเงินกลับบ้าน”....

แต่ถ้ามาเจออาจารย์ อาจารย์จะพาไปเลี้ยงข้าว แต่ยายอยากกลับบ้านต่างจังหวัด ไม่มีเงินค่ารถ อาจารย์บอก “กินข้าวก่อน เดี๋ยวผมจะพาไปส่งที่ตลาดหมอชิตและซื้อตั๋วให้ด้วย” ยายคนนั้นกลับลุกหนี เดินอ้าวเลย พ่อค้าแม่ค้าที่ตลาด (บางขุนศรี) พากันชอบใจ เพราะ เห็นยายคนนี้ทำแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว

สังคมทุกวันนี้ บุญที่จะให้พวกเราทำ มีเยอะ แต่...อย่าให้เขาก่อกรรมกับเรา อาจารย์เตือนว่า อย่าใช้ความรักความสงสารพร่ำเพรื่อ

ทำบุญแล้ว-มีลาภ-ธุรกิจเจริญก้าวหน้า

ลูกศิษย์คนนี้ทำไม่ถูก เข้าธรรมะมา ๗ ปี ชีวิตไม่ได้ดีขึ้น อาจารย์ด่า และสอนเขาให้ทำทานแบบหนึ่ง เขากลับไปทำอีกแบบหนึ่ง (อย่าทำทานเฉพาะครอบครัว) เมื่อเขาแก้ไข ผลก็เกิดขึ้น ไม่ต้องเปลี่ยนอาชีพ แต่เปลี่ยนนิสัยตัวเอง นิสัยตัวเองต่างหากที่ทำให้ทำกินไม่ขึ้น ผ่านมาปีกว่าๆ เท่านั้น เขาสามารถใช้หนี้หมด แบงค์ไม่ต้องมายึดบ้านเขา....และนี่คือ “การเจริญมรรค”

เรื่องของ “นิวรณ์”

ไม่ว่าเราจะทำอะไร ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นต้น เราจะต้องกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออกตลอด บางท่านทำ บางท่านไม่ทำ

            ทำไม ครูบาอาจารย์ ตั้งแต่บรมครู คือ พระพุทธเจ้า เป็นต้นมา ไล่ลงมาจนถึงครูบาอาจารย์ทั้งหลาย จึงสอนตรงนี้ “สติสัมปชัญญะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” ทุกสำนักก็จะกล่าวแบบนี้

            อาจารย์อธิบายต่อว่า มีใครบ้างไม่มีสติฯ ทุกคนมีสติฯ แต่ไม่ใช่สติที่เรียกว่า “สติสัมปชัญญะ” บางคนคิดว่า ตัวเองมีสติ แต่ก็ถือว่า “ไม่มีสติ” เช่น ขณะขับรถยนต์อยู่ คุยโทรศัพท์ไปด้วย ก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น

สติที่ว่านี้ คือ การเข้าถึง “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน” หรือ “พุทโธ” นั่นเอง

แม้ว่าเราจะ “พุทโธ” แต่ใจเราไม่ตั้งมั่นกับพุทโธ ใจเราถูกแบ่งแยกออกไปกับสิ่งที่เราทำ ไม่เป็นไร ให้ทำไปเรื่อยๆ รู้ลมหายใจเข้าออกไม่ขาดสาย กิน ยืน เดิน นั่ง ทำอะไรก็ตาม ต้องไม่ขาดจาก-ลมหายใจเข้าออก นั่นแสดงว่า “เรากำลังพุทโธแล้ว เรากำลังจะอ่านใจตัวเองได้”

เราอย่าเพิ่งอยากเห็นผี เห็นเทวดา ให้เราเห็น “ผีเปรต” ในใจตัวเองก่อน เห็นใจตัวเองแล้วหรือยังว่า ดีหรือร้าย ปฏิบัติให้ใจของเรามุ่งตรงให้เกิดความบริสุทธิ์ ดีงาม และเป็นบุญเป็นกุศลให้ได้

บางคนปฏิบัติ นั่งมองออกนอกตัวเอง แต่ไม่เคย “มอง” ความชั่วในใจของตัวเอง แบบนี้ เขาไม่เรียกว่า “มรรค” ผลก็ไม่เกิด เพราะ... “เห็นผิด ปฏิบัติผิด ผลก็ไม่เกิดขึ้น”

ถ้าเราฟังธรรมต้นเดือน-ปลายเดือน สัปดาห์ละครึ่งวัน สัปดาห์ที่สาม เดินทางไปทำบุญที่วัด เหลือเวลาว่างเฉพาะสัปดาห์ที่สองเท่านั้น แต่พ่อบางคนกลับไม่ชอบ ลูกตัวเองหายไปไหน แม้ว่าลูกของตัวเองจะไปอยู่กับธรรมะก็ตาม

            บางคนกล่าวว่า “ใช้เวลากับธรรมะมากเกินไป” แล้วทำไม ความดีของเราจึงไม่มากตาม เพราะ เราเจริญมรรคไม่ถูกต้อง...

นิวรณ์ คือ อารมณ์ขวางกั้นไม่ให้เข้าสู่ความดีได้ เนื่องจากทุกคนอยากเป็นคนดี แต่ทำอย่างไร มีอะไรเป็นเครื่องกีดขวางในการเข้าสู่ความดี เราตั้งใจเป็นคนดี แต่อารมณ์ที่ไม่ดี เรากลับมองไม่เห็น มีนิวรณ์เข้ามา เราก็แย่ตลอด

 ได้แก่

๑.                 กามฉันทะ
.         อภิชฌา
.         ถิ่นมิทธะ
.         อุธัจจะกุกุกจะ
.         วิจิกิจฉา

นิวรณ์ตัวแรก ได้แก่ กามฉันทะ ความพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสระหว่างเพศ

รูป หรือที่เรียกว่า “ติดกาย” เห็นอะไรสวย หล่อ คนเห็นชอบไปหมด เช่น ในงานมอเตอร์โชว์ทุกคนที่ไปดูงาน มักจะติดกล้องถ่ายรูปไปด้วย ไม่ได้ถ่ายรถยนต์ที่โชว์ในงานหรอก แต่กลับถ่ายรูปผู้หญิงหรือนางแบบที่เป็นพริตตี้ (pretty) แสดงว่า คนพอเห็นพริตตี้ ขาดสติฯ เคลิบเคลิ้ม จึงตัดสินใจซื้อรถยนต์ที่โชว์ (ใช่ไหม)

อาจารย์สอนพวกเราว่า เวลาขับรถให้บริกรรม “พุทโธ” เวลาเห็นผู้หญิงสวย อย่าไปสนใจ เพราะถ้าเราสนใจ พุทโธหาย ใจล่องลอย แล้วก็มาพูดกับอาจารย์ว่า “อาจารย์ ผมแพ้อีกแล้วครับ”

รูปสวย คือ อารมณ์ขวางกั้น ติดในกาย เมื่อใจเห็น ใจจะไว และไม่ใช่เฉพาะคนนะ สิ่งของก็เช่นกัน

ใครที่ติดในกาย อาจารย์แนะนำให้พิจารณา “กายคตานุสสติกรรมฐาน”

แต่ถ้าติดในวัตถุ เช่น รถยนต์ (หรือแม้แต่มือถือไอโฟน) ก็ให้พิจารณารูปทรงของรถยนต์ที่เรามีความชื่นชอบว่า ก็ไม่ต่างอะไรจากคน ให้เรางัดแงะเอาฝากระโปรงรถยนต์ (ที่เราอยากได้) ออกมา ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง จนเหลือแต่เครื่องยนต์และสายไฟ ให้เหลือแต่โครงรถ (เหมือนโครงกระดูก) แล้วลอกสีรถออกอีกด้วยว่า ยังเป็นสิ่งของที่เราชื่นชอบและมีความต้องการอีกหรือไม่

อีกอย่างหนึ่ง แบรนด์ (brand) หรือยี่ห้อต้องดี แต่ถ้า “รูปลักษณ์” ไม่สะดุดใจ ก็ยากที่คนจะซื้อหา นี่คือ ความเป็นจริง

การพิจารณาดังกล่าว ก็เพื่อที่เราจะได้คิดแก้ไขในจิตของตัวเอง และจะได้ถอดถอนในสิ่งที่ตัวเองติดอยู่หรือหลงอยู่ได้

ร่างกายของคนเรา ที่ทำให้เราติดในกาย เป็น “อารมณ์ขวางกั้น” ถ้าเราไม่แก้ไขอารมณ์ตรงนี้ เราก็จะแพ้ ชีวิตก็จะแย่ตลอด

ปัจจุบันเป็นยุคของ social network (สังคมบนเครือข่ายออนไลน์) เราพยายามถ่ายรูปตัวเอง แล้วนำไปลงบนเฟซบุ๊ค (facebook) บ้าไหม เหมือนคนที่ชอบใส่ทองอวดคนอื่น “บ้า” เพราะจะถูกคนทุบหัว เพื่อเอาทองที่ใส่ไป เรากำลังเชื้อชวนให้ “คนบ้า” เข้ามาหาเรา (โดยไม่รู้ตัว) เราจะถูกเขาหลอก เขานัดให้เจอกันข้างนอก อย่าให้คนไม่ดีหรือคนบ้าเข้ามาหาเราได้

รส (กามฉันทะตัวที่สอง)

บางคนชอบเอามือถือถ่ายรูปอาหารโชว์ นี่คือ นิวรณ์ ติดในรสชาติ กินแล้วอ้วน ไม่มีความสุข นิวรณ์ นอกจากฆ่าความดีแล้ว ยังฆ่าความสุขอีกด้วย

กลิ่น (กามฉันทะตัวที่สาม)

ทำไม คนฝรั่งเศสจึงชอบใช้น้ำหอม เพราะ เขาไม่อาบน้ำ เขาจึงต้องฉีดน้ำหอมทุกวัน ซ่อนความเป็นจริง เพื่อไม่ให้คนรักรังเกียจ ถ้าเขาไม่ฉีด ตัวเขาจะเหม็นมาก มีกลิ่นปฏิกูล

เสียง (กามฉันทะตัวที่สี่)

            เพลงเพราะ คนร้องร้องเพื่อหาเงิน แต่ชีวิตของเขาน่าสงสารนะ อาจารย์เองเคยทำงานในวงดนตรี รู้ไหมว่า นางรำ เขารับมาจากโรงถ่านที่เมืองนนท์ ชีวิตของคนพวกนี้น่าสงสาร มีแต่ทุกข์

ชีวิตของเรา ถ้าปฏิบัติถูกต้อง จะมีแต่ความสุข

นิวรณ์ตัวที่สอง ได้แก่ อภิชฌา

คือ ความอยากได้ทรัพย์สินของคนอื่นมาอย่างไม่ถูกต้อง ฉ้อฉล ใช้เล่ห์เหลี่ยม หรืออาจเรียกว่า โกรธ ปฏิฆะ อารมณ์โกรธ ปฏิฆะต้องแก้ไข ไม่เป็นผลดีต่อชีวิต ถ้าคนที่โกรธง่าย ทำร้าย ฆ่าคน ก็จะติดคุกได้

ให้สอนตัวเองว่า “ให้รักและสงสารคนอื่น” อารมณ์โกรธพยาบาทก็จะหมดไป เขาทำผิด เพราะเขาไม่รู้ ถ้าเขารู้ เขาก็จะไม่ทำผิดหรอก

ให้สอนตัวเองให้มีสติปัญญา เห็นอกเห็นใจคนอื่น รักและสงสารคนอื่น แต่ต้องระวัง “อย่าผิดที่ผิดทาง”  ผลของมรรคก็จะเกิดขึ้น

บางคนพูดว่า...ฝึกธรรมะ ชีวิตไม่มีความมหัศจรรย์ ชีวิตไม่ดีขึ้น... พูดผิด เป็นเพราะ ฝีกไม่ถูก ต่างหาก

นิวรณ์ตัวที่สาม ได้แก่ ถิ่นมิทธะ ชอบง่วงเหงาหาวนอน

ทำให้เราภาวนาไม่ได้ เพราะ ใจตกเป็นทาสของรูป รส กลิ่น เสียง

ตาเห็นอะไรที่ชอบ         >>>     ใจก็จะไหลตามไป

อาหารที่อร่อย               >>>     จะสร้างความทุกข์ยากแก่เรา

กลิ่น                             >>>     ศพที่ตายใหม่ๆ (ยังไม่เน่า) จะมีกลิ่นของน้ำเลือด น้ำเหลือง เวลา                                                          อาจารย์พาพวกเราไปดูศพ อาจารย์จะไม่ให้ปิดจมูก เพื่อให้เรา                                                 สัมผัสกับความเป็นจริง ทุกคนไม่มีกลิ่นสะอาด แต่เพราะ “หลง                                                 ในกาย พอใจในรูป รส กลิ่น เสียง” จึงทำให้เรามองไม่เห็นความ                                                      เป็นจริง

เวลาไหว้พระ เราจึงเบื่อหน่าย ค้าน ไม่อยากไหว้ ต่างจาก เวลาที่เราไปร้องเพลง (คาราโอเกะ) ไม่ง่วง เพราะ จิตพอใจในกิเลส เวลาฟังธรรม จึงไม่รู้เรื่อง

นิวรณ์ตัวที่สี่ ได้แก่ อุธัจจะกุกุกจะ (ฟุ้ง)

เพราะ เรามีเรื่องให้คิดมากมาย เมื่อเวลาเรานั่งสมาธิ จะเกิดอาการ “วูบ” กับ “แวบ”

วูบ        คือ       อาการหลับใน
            แวบ     คือ       อาการที่ยังนับเลขอยู่ แต่
ใจไหลออกไป

เป็นอารมณ์ที่ขวางกั้นการเข้าสู่ความดี แก้ไขโดย….การให้รู้ลมเฉยๆ (ไม่ต้องนับเลข)

พระโมคคัลลานะทูลถามพระพุทธเจ้าว่า จะทำอย่างไร เวลานั่งสมาธิ แล้วเกิดอาการ “ง่วง” พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนวิธีแก้ คือ ….    ให้เบิกตาให้กว้าง
                                                            ให้ล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น
                                                            ให้เดินไป เดินมา (เดินจงกรม)
           
จิตที่มีความง่วงเหงาหาวนอน เพราะ “ติดในกามฉันทะ” เราจึงต้องแก้ให้ได้ (ฝืนให้ได้)

คนที่มีกาม        จะมีแต่         ความง่วงเหงาหาวนอน
                                                            ความโกรธ
                                                            ความฟุ้งซ่าน
                                                            ความลังเลสงสัย จะไม่เชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้า                                                               ขาดสติปัญญา และไม่สามารถสร้างความดีตามที่พระสอนได้

ถ้าใจของเราระงับนิวรณ์ได้ เราก็จะสามารถหยุดใจของเราไม่ให้พอใจในรูป รส กลิ่น เสียง ไม่โกรธ ไม่ฟุ้งซ่าน และไม่มีความลังเลสงสัย และจิตที่ปราศจากนิวรณ์ จะไม่เพลีย ไม่ต้องนอนข้ามวันข้ามคืนก็ได้

สมัยที่อาจารย์ฝึกนั้น.... อยากกิน           ไม่ให้มันกิน
                                                            อยากนอน        ไม่ให้มันนอน
                                                            อยากดู             ไม่ให้มันดู

(และเมื่อสมัยตอนที่อาจารย์ฝึกนั้น อาจารย์ได้โทรทัศน์มาหนึ่งเครื่อง อาจารย์ไม่เปิดดูเลย จนหลอดภาพเสื่อม)

ถ้าเราฝึกเข้าสู่พระโสดามรรค พระโสดาผลได้ เราจะหา “ความจน” ไม่ได้ ชีวิตจะดีขึ้น แต่ต้องระวัง จะ “หลงติดความดี” จนขาดสติปัญญาในการคิดพิจารณา ใจของเราก็จะกลับเข้าไปอยู่ภายใต้นิวรณ์อีก เข้าข่ายที่ว่า “มีเงินก็ยังทุกข์ วุ่นวายอีก” ชีวิตของเราอย่ากลับไปเป็นแบบนั้นอีก ดังคติธรรมของหลวงพ่อพระราชพรหมยานในวันนี้ที่ท่านกล่าวว่า…..

การเข้าถึงพระพุทธศาสนานี้
ต้องอาศัย “ใจ” เป็นสำคัญ
คือ พระพุทธเจ้ากล่าวว่า
ถ้าใจเราดีเสียอย่าง
เราจะทำมัน ก็ดี
เราจะพูด ก็ดี
เพราะ
จิตเราคิดดี

            อาจารย์เลือกครูบาอาจารย์ที่ท่านได้มรรคผล คือ เป็นพระอริยบุคคล พ้นจากทุกข์แล้ว เราก็จะพ้นจากทุกข์ได้ และเมื่ออาจารย์เลือกครูบาอาจารย์ที่มี “ญาณ” อาจารย์ก็จะมี “ญาณ” เหมือนท่าน ไม่ใช่ “หย่อนยาน” เหมือนพวกเรา ดังนั้น อาจารย์ขอให้พวกเรา “ขยัน” ในการประพฤติปฏิบัติให้มาก

อาจารย์มีหน้าที่ “สอน” พวกเรา แต่เรามีหน้าที่ “อบรม” ตัวเอง เราจึงจะดีได้

ชีวิตของเราไม่อยู่ภายใต้ใครลิขิต แต่อยู่ภายใต้กรรมของเราที่ทำ เราจึงจะลิขิตชีวิตของเราได้

คนไม่เคยฟังธรรมและไม่เคยฝึกธรรม (ในอดีต) ยาก….ที่จะมีบุญมาฟังธรรมและฝึกธรรมในชาตินี้ได้

ธรรมะใครๆ ก็สอนได้ คนที่ฝึกจะต้องเอาจริง ผู้หญิง-อาจารย์ให้ลูกศิษย์ที่เป็นผู้หญิงอบรม ดังกรณีของคุณพิณทิพย์ อาจารย์ให้สอนลูกศิษย์รุ่นใหม่ที่เป็นผู้หญิงด้วยกัน

ตัวอย่างหนึ่ง พ่อแม่เพื่อนสนิทลูกศิษย์คนหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาฟังธรรมที่สถานธรรม รู้ธรรมะเยอะ แต่ไม่สามารถอบรมลูกของตัวเองได้ แสดงว่า “เห็นผิด” เพราะ คนที่ได้ธรรมะ เขาจะ “เห็นชอบ” สามารถอบรมลูกของตัวเองได้ พ่อแม่สอนให้ลูกมีสัมมาทิฐิ ลูกถามว่า “สัมมาทิฐิคืออะไร” แม่ตอบว่า “ให้มีความเห็นชอบ” ลูกถาม “ชอบอย่างไร” แม่อธิบายรายละเอียดและยกตัวอย่างให้เห็นของจริง ไม่ได้

การเข้าธรรมะ ไม่ยาก ถ้าเข้าใจ ย่อมสามารถอธิบายได้

อาจารย์ถามลูกศิษย์ที่เป็นวัยรุ่นคนหนึ่งว่า ยังหนีเที่ยวอีกหรือไม่ ถ้าเธอเห็นทุกข์โทษจริง เธอจะไม่หนีเที่ยวหรือใช้ชีวิตแบบประมาทหรือไร้สาระได้อีก เพราะรักตัวเอง จะไปหนีเที่ยวทำไม….

อาจารย์ขอจบการบรรยายธรรมในวันนี้แต่เพียงเท่านี้ เดี๋ยวพวกเราอุทิศส่วนกุศลและกราบลาพระพร้อมกัน....

***********************************************************************

สรุปคำสอนและเรียบเรียงคำบรรยายธรรมโดย.... หมอเล็ก
วันอังคารที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ เวลา ๒๐.๓๐ น.

 

หมายเหตุ          คุณงามความดี และอานิสงส์ผลบุญที่จะพึงบังเกิดมีขึ้นมากน้อยเพียงใดก็ตาม ในการที่เกล้ากระผมได้ตั้งใจในการเรียบเรียงและสรุปพระธรรมเทศนาในครั้งนี้ เกล้ากระผมขอนอบน้อมถวายเพื่อสักการบูชาแด่พระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยะสงฆ์เจ้าทั้งหลาย องค์บูรพาจารย์ทั้งห้า องค์หลวงพ่อพระราชพรหมยานแห่งวัดท่าซุง และแด่พระเดชพระคุณท่านอาจารย์ อ กสินัง ด้วยเศียรเกล้า และอย่างหาที่สุดมิได้ครับ