พุทธธรรมสงฆ์ เว็บไซต์ kasinung.com เป็นเว็บไซด์  ธรรมะ,  สอนธรรมะ, ฟังธรรม, ฟังธรรมะ, เรียนธรรมะ, ปฏิบัติธรรม !! การเข้าถึง..พระรัตนตรัย..พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ..  ต่อจากนี้ไป!! ท่านสามารถติดตามข่าวสารและคำสอน..หรือคุยเรื่องปัญหาชีวิต..ในข้อธรรมะที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของท่านเอง...โดย " อาจารย์ อ.กสินัง " ได้จาก " ห้องธรรมะ " (เว็บบอร์ด) ค่ะ!!..และท่านที่ต้องการหนังสือการปฎิบัติกรรมฐานเบื้องต้น  (แจกเพื่อเป็นธรรมทาน).... ท่านสามารถแจ้ง.ชื่อและที่อยู่ติดต่อได้ที่.." ห้องธรรมะ " หรือ โทร. 089-1161231, Fax. 02-4159527 ค่ะ!! 

บทความ
“อารมณ์พระอริยบุคคล” (อ่าน 4039/ตอบ 0)

สรุปธรรมะวันจัดสังฆทาน
วันศุกร์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

เรื่อง.... “อารมณ์พระอริยบุคคล”

ณ บ้านพุทธ ธรรม สงฆ์

บรรยายธรรมโดย....ท่านอาจารย์ อ กสินัง

.....................................................................................................................................................

            ก่อนอื่น เมื่อเราตั้งใจมาจัดสังฆทาน เราก็ต้องมีความตั้งใจในการ “ฟังธรรม”

ระยะหลัง กำลังของขันธ์ห้าของอาจารย์ก็เริ่มลดลงไปตามลำดับ ไม่สามารถกินน้อย-นอนน้อยได้เหมือนเมื่อ ๓๐ ปีก่อนแล้ว

อาจารย์มีความเป็นห่วงว่า “คนที่ศึกษาธรรม ได้พิสูจน์แล้วว่า ถ้าทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว จะมีผลดีอย่างไร แต่มีบางคนกลับนำพาตัวเองให้ไหลไปในทางต่ำ ทำให้ชีวิตแย่”

ลูกศิษย์บางคนมีความผูกพันกับอาจารย์มานาน           จะบอกว่า         “เสียใจ”            ก็ไม่ใช่
                                                                                                จะบอกว่า         “ไม่เสียใจ”        ก็ไม่ใช่
            แต่เพราะ... “ความผูกพัน” นั่นเอง

ลูกศิษย์ที่ชั่ว อาจารย์ยังอดด่าไม่ได้ เพราะ ยังมี ”ความรักและความสงสาร” อยู่ ถ้าเขาทำผิด แล้วออกไป อาจารย์ไม่เห็นหน้าแล้ว ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเขาทำผิด แล้วอาจารย์ยังเห็นหน้าอยู่ ก็อดห่วงไม่ได้

ดังนั้น เราจะต้องรักษา “ใจ” ของเราดวงนี้ ให้ดีตลอด ความดีนั้น เข้ายาก เพราะ... “ต้องทวนกระแสตัวเองทุกเรื่อง ตั้งแต่...การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก” มันยาก! และ “ความอยาก” นั้น เราตามใจตัวเองมาตลอด เราจึงจะต้องหักห้ามใจของตัวเองให้ได้

“คนที่เข้าถึงความดี และรักษาความดีได้อย่างมั่นคง ชีวิตของเขาจะไม่เดือดร้อน ชีวิตของเขาก็ยังคงไปได้ด้วยดี” (อาจารย์เห็นมาหลายคนแล้ว)

คนที่ใช้ชีวิตแบบนักมีธรรมะหรืออริยบุคคล จะไม่เหมือนกันกับปุถุชน (แตกต่างกัน) เพราะ ในการทำธุรกิจของเขา เขารู้ว่า มันมีความไม่เที่ยง แม้ว่ายอดขายจะตก เขายอมรับมัน ใจของเขามีความเที่ยง ยอดขายก็จะตกไม่นาน แล้วยอดขายก็จะกลับขึ้นมาใหม่อีก ด้วยเพราะเหตุที่ “จิตมันดี” ไม่ไหลไปตามกิเลสตัณหา (ใจเที่ยง) นั่นเอง

อารมณ์ของปุถุชนนั้น ทำตนให้ได้ดีได้ยาก (อาจารย์เห็นตรงนี้)

เช่น เราเคยเจ็บป่วย ไปหาหมอ แต่หมอตรวจแล้ว ก็ตอบไม่ได้ว่า อะไรเป็นสาเหตุ อาจารย์เอาอารมณ์ตรงนี้มาพิจารณาหาความเป็นจริง อยู่-ก็อยู่... ตาย-ก็ตาย... แปลก หลายครั้งที่อาจารย์ป่วย ก็หายเอง

เรื่อง “ธุรกิจ” หรือ เรื่อง “ทำมาหากิน” เป็นเรื่องเล็กมาก แต่..คนเรามันโง่ ไม่เอาอารมณ์ตรงนั้นมาพิจารณา หรือ “นำมาทำจริงๆ” และเมื่อไม่ทำจริง มันก็ไม่ได้อะไร เหมือน “คนไม่มีแรง” เลย

....คนที่เห็นความเป็นจริง ยอมรับความไม่เที่ยง ไม่ยึดติด ยอมรับอนัตตา จะมีความมหัศจรรย์มาก เราอยากได้สิ่งไหน ไม่ได้หรอก.... วางมัน ก็จะได้สิ่งนั้นมา

เรามีความต้องการอยากรู้ธรรม ทำเท่าไหร่ ก็ไม่รู้ (ไม่ได้) เมื่อ “วาง” ก็บรรลุธรรม อารมณ์ตรงนี้ เราเอาไปใช้ในทางโลกได้

หลายครั้งที่อาจารย์พาพวกเราไปทำบุญ รถเสียกลางทาง หรือรถติดหล่ม ซึ่งจะทำให้การนัดหมายได้รับความเสียหายได้ ถ้าเป็นคนทางโลก จะมีความหวั่นไหว จิตฟุ้งซ่าน คิดไปเรื่อยเปื่อย

แต่ทุกครั้งที่เกิดปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ขึ้นมา อาจารย์ทำใจสบาย เช่น มีครั้งหนึ่งที่รถบัสใหญ่ติดหล่มที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก

...“เคล็ดลับของอาจารย์... อาจารย์ทำอารมณ์เป็นกลาง ปล่อยวางทุกอย่าง”...

ถ้าเราเรียน “อนิจจัง”                ทุกข์จะไม่ขัง
            ถ้าเราไม่เรียน “อนิจจัง”                        ทุกข์จะขัง

วันนั้น อาจารย์เห็นยักษ์ตนหนึ่งที่วัด อาจารย์ส่งกระแสจิตบอก “ท่านจะเอาบุญใหญ่นี้ไหม บุญนี้ ถ้าท่านเห็นว่า เป็นบุญบริสุทธิ์ โปรดช่วยสงเคราะห์ด้วย” ปรากฏว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านให้การช่วยเหลือ รถบัสจึงสามารถขึ้นจากหล่ม และสามารถเดินทางไปทำบุญต่อตามที่อาจารย์นัดหมายกับทางวัดตามโปรแกรมที่วางไว้ได้

ตามความเป็นจริงแล้ว รถบัสหนักมาก (หลายตัน) ไม่มีทางขึ้นจากหล่มได้ แม้แต่กรณีรถบัสตกหล่มที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง (ขอสงวนชื่อ) ตรงแม่ริม ก็ไม่มีทางขึ้นจากพื้นถนนที่ยุบตัวลงได้ ถ้าไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยเหลือ

เราจะต้องสอนใจตัวเองให้เป็น “อริยบุคคล” คิดเพื่อให้ปล่อยวาง คิดพิจารณาความเป็นจริง ให้คลายความอยาก ให้คลายความฟุ้งซ่าน

ตอนนี้ รายได้เราน้อย อย่าสนใจ! ให้สนใจอารมณ์ของเราว่า เวลานี้ อารมณ์ของเรา เป็น “อริยบุคคล” หรือ “ปุถุชน”

ถ้าเป็นอารมณ์ของปุถุชน เราก็จะตกอยู่ภายใต้ “กฎของกรรม”

เมื่อใจเราไม่ดี   เราปรารถนาสิ่งใด        จะไม่ได้ดี
                                    เราปรารถนาทำอะไร    จะไมได้ดี

ให้เราพยายามพิจารณาถึง “ความไม่เที่ยง” เสมอ

การลงทุนทำอะไรทุกครั้งก็ตาม อาจสำเร็จหรือไม่ก็ได้ แต่...ขอให้เราทำให้ดีที่สุด และสอนใจตัวเองให้ไม่ประมาท

แต่...คนทางโลก เมื่อลงทุนทำอะไร ทุกครั้ง มักคิดว่า สำเร็จ จะไม่ได้ดั่งใจ และ...คนทางโลกมักคิดว่า ตัวเองดี จึงไม่ได้ดี ต่างจาก..”คนทางธรรม” เขาจะคิดว่า ตัวเองยังไม่ดี สอนตัวเอง นับวัน ก็จะดีไปเรื่อยๆ (มีแต่ดี ไม่มีที่จะไม่ดี)

            เมื่อจะทำอะไรก็ตาม อริยบุคคลจะคิดไม่เหมือนคนอื่น เขาจะคิดก่อนทำว่า ทุกครั้งที่ทำอย่างนั้นแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น และถ้าเกิดข้อผิดพลาดขึ้น เราจะสามารถยอมรับมันได้ไหม ถ้าเกิดผลเสียมากกว่าได้ เขาจะเลิกทำ เพราะ เขามี “ความรอบคอบ” นั่นเอง แต่การคิดแบบนั้น ยังไม่ลุ่มลึก ถ้าจะเนียน จะต้องมี “ญาณ” ด้วย

            ลูกศิษย์คนหนึ่งโทรมาหาอาจารย์ แม้ว่าจะศึกษาธรรมะแล้วก็ตาม เขาก็ยังใช้ชีวิตเดินไปตามกิเลสตัณหา ไม่มีความเข้าใจ และไม่มองหาความผิดตัวเอง ไม่ได้มีการกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออกตามที่อาจารย์สอน แต่พอเขาตั้งใจทำกรรมฐาน กำหนดรู้ลมหายใจให้จิตเข้าไปตั้งอยู่ใน “ความสงบ” (แม้ว่าเขาจะยังไม่รู้อะไรก็ตาม)

คนที่จะบรรลุธรรม ไม่จำเป็นต้องบรรลุตอนนั่งสมาธิ (นิ่งเป็นตอไม้) 

            เขานำเทปธรรมะเรื่อง “ผู้ไม่รู้ธรรม” ไปฟังซ้ำ

ธรรมะเรื่องนี้ แม้แต่เด็กที่ฟังครั้งแรก เพราะใจของเด็กมันใส สงบ มีสมาธิ เมื่อฟังเทปชุดนี้แล้ว เด็กคนนี้เข้าไปกอดพ่อแม่ พูดว่า “ไม่ต้องกลัวนะ เขาไม่ทิ้งพ่อแม่หรอก”

พ่อแม่ เราควรดูแลท่านตอนที่ท่านยังไม่ตาย ท่านอยากกินอะไร เราสมควรพาท่านไปกิน อย่ารอท่าน “ตาย” เพราะ ต่างคน ต่างไป

ลูกศิษย์คนนี้ เขาเคยฟังธรรมะเรื่อง “ผู้ไม่รู้ธรรม” มาแล้ว แต่เมื่อฟังซ้ำอีกครั้ง เขาเห็นจิตตัวเองที่เคยทำไม่ดีกับพ่อแม่ เกิดความสลดสังเวช ความชั่วและความเห็นผิดถูกสำรอกออกมา... “พ่อแม่เหนื่อยยากแทบตาย เรากลับทำตัวรู้ดี ใหญ่กว่าพ่อแม่”... พอเห็นแบบนี้ ใจก็สำรอกเอาความชั่วช้าออกไป นี่คือ เส้นทางสู่วิสุทธิมรรค

ดังนั้น เทปธรรมะทุกเทปที่อาจารย์สอน จึงมีค่ามาก เพราะ อาจารย์เอาความเป็นจริงมาสอนพวกเรานั่นเอง

          พวกเราทุกคนที่มาฟังธรรมหรือไปเข้ากรรมฐาน ถามว่า เพื่ออะไร?... ก็เพื่อให้เห็น...ญาณของความไม่เที่ยง ความหมดไป สิ้นไป...

การวิมุติหลุดพ้น เขาทำกันแบบนี้ จึงเป็น “อริยบุคคล” ได้

            ทุกข์อะไรก็ตาม ถ้าเห็นเหตุ เห็นความเป็นจริง ทุกข์ก็จะหมดไป เพราะ วางเหตุของทุกข์ได้ในระดับหนึ่งแล้ว และพอมาสอนตัวเองในเรื่องของการให้ทาน ศีล สมาธิ ปัญญาไปเรื่อยๆ และเมื่อเรากลับไปฟังธรรมเทปเดียวกัน อารมณ์จะไม่เหมือนกัน แต่ด้วยเพราะ.. ความตั้งมั่นในการเรียนรู้ว่า อาจารย์กำลังสอนอะไร (โดยที่ไม่มีอารมณ์นิวรณ์เข้ามายุ่ง) ความตั้งมั่นสูงยิ่งกว่าครั้งแรกเสียอีก

นี่คือ กำลังใจของอริยบุคคล เขาจะ “เห็น” ลึกกว่าเก่าอีก เมื่อฟังเทปม้วนเดิม ครั้งที่ ๒  ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔...จนแผ่นพัง

เขาไม่เบื่อหน่ายในสิ่งที่ไม่น่าเบื่อหน่าย (เหมือนคนชาวโลก) แม้ว่าจะฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่..คนทางโลกเบื่อหน่ายง่าย

อริยบุคคล... เขากำหนดลมหายใจเข้าออกได้แล้ว เขาจะไม่มีคำว่า “เบื่อหน่ายในการกำหนดลมหายใจเข้าออก”  ไม่ปล่อยทิ้งขว้างเหมือนคนทางโลก ที่ชีวิตสมควรจะวิบัติและเสียหาย

            คนที่ไม่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก จะไม่มีสติปัญญาในการคิด เขาก็จะไม่เห็นเหตุของความเดือดร้อนและเสื่อม เพราะ เขาเบื่อหน่ายในความดี แต่ชอบหลงใหลไปทางชั่ว

            พวกเราทุกคนที่เปลี่ยนแปลง    ไม่ใช่เพราะ...    อาจารย์มีอำนาจ
                                                            ไม่ใช่เพราะ...    อาจารย์มีความศักดิ์สิทธิ์         

            แต่เพราะ... อาจารย์มีความเป็นจริงจะบอกเรา อาจารย์รู้อย่างไร อาจารย์ทำมาอย่างไร ก็จะบอกอย่างนั้น พวกเราทุกคนก็จะรู้เรื่อง

คนที่ไม่รู้เรื่อง เป็นพวกสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก อาจารย์ไม่จำเป็นต้องยุ่งเลย

            ความรัก-ความสงสารของอาจารย์ เปลี่ยนใจสัตว์นรกไม่ได้หรอก

            บางคนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมอาจารย์ไม่สงเคราะห์เขาไปตลอด แต่เพราะอาจารย์มี “ตา” ที่ยาวกว่า รู้ตื้นลึกหนาบางของทุกคน รู้ว่าเขาจะไปรอดหรือไม่รอด ถ้าไม่รอด อาจารย์ไม่สงเคราะห์หรอก (เพราะ ตาเราสั้นกว่า)

            เมื่อครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้า เวลาจะสอนใคร จะให้เส้นทางดีแก่ใคร ทุกเช้า พระองค์ท่านจะ “ดู” ด้วยญาณก่อนว่า สมควรที่จะสงเคราะห์ใคร จากนั้น จึงค่อยไปสงเคราะห์

            บางคนคิดว่า อาจารย์มีพรหมวิหารไม่ถูกต้อง แต่เพราะ เรามีความเห็นผิด ต่างหาก อาจารย์เห็นทุกคน อาจารย์ให้โอกาสทุกคนเสมอ และอาจารย์จะดูว่า ธรรมะลูกศิษย์คนนั้นจะไปรอดหรือไม่

          ยามใดที่ใจของเราไม่สงบสุข เราจะต้องหาเหตุว่า เรามี “ชนัก” อะไรติดอยู่หรือไม่ ให้เราเฝ้าดู แล้วแก้ไขซะ

            เราเป็นนักปฏิบัติ .ใช่ว่า เราจะดีไปตลอด แม้แต่นักบวชก็เช่นกัน เมื่อมีสิ่งภายนอกเข้ามาในใจเรา ใจเรากระเพื่อมหรือไม่สงบ (หรือไม่) เราจึงต้องกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกไปตลอด...

พระอริยเจ้า.. กายป่วย แต่ใจไม่ป่วย ดังกรณีของหลวงปูหล้าและหลวงพ่อสมชาย

          อริยบุคคล...   อารมณ์และความเห็น จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เขาสามารถสื่อกันได้

            ผู้นำที่ผิดศีลพาอาจารย์ไปหาพระอริยเจ้า เข้าไม่ถึงพระอริยเจ้าสักที เข้าไปกราบไหว้ท่านก็ไม่ได้ แต่เพราะอาจารย์อบรมตัวเอง สอนตัวเอง กาย วาจา ใจไม่โอ้อวด ครั้งใหม่ อาจารย์ไปหาท่าน “สื่อทางจิต” กับท่าน ไม่เหมือนคนบางคน มีแต่ “สัญญากรรมฐาน” คนรอบข้างและญาติพี่น้องไม่ยอมรับ เพราะ เขาหลงอารมณ์ การกระทำไม่เหมือนกับปากที่พูด

อริยบุคคล...    พูดในสิ่งที่ควรพูด เมื่อมีคนถาม จึงจะพูด
ไม่อยากที่จะสอนใคร
อยากหนีคน
เพราะ เห็นในอนิจจัง ไม่มีอะไรเลยที่เที่ยงแท้แน่นอน
พูดแล้ว มีแต่ความจริง มีแต่คนยอมรับ

อาจารย์สื่อกับหลวงปู่หล้า วัดป่าภูจ้อก้อว่า “ผมเป็นใคร ท่านย่อมรู้ (ความหมายของอาจารย์ คือ เราดีชั่วแค่ไหน ท่านต้องรู้ เพราะท่านเป็นพระอริยเจ้า ไม่ได้อวดตัว) ผมไม่ได้มาเจิมรถ ขอหวย แต่ผมมากราบในปฏิปทา ในคุณงามความดีของท่านเท่านั้น”

อาจารย์ไปหาท่านหลายครั้งแล้ว.... เจ็ดครั้ง... และนี่คือ ครั้งที่ ๘

อริยบุคคลทั้งหลาย กายท่านป่วย แต่จิตไม่ป่วย... (ดังนั้น ท่านจะอ้างว่า ป่วยแล้ว ไม่ให้พบ ไม่ได้ เพราะ จิตของพระอริยเจ้านั้น อยู่เหนือกายแล้ว

ครั้งนั้น หลวงปู่หล้า ท่านลงมาเทศน์สอนถึง ๓ ชั่วโมง ทั้งๆ ที่ท่านเจ็บป่วยอยู่มาก (ป่วยแต่กาย แต่ใจไม่ป่วย)

อารมณ์ใจของเรานั้น มีความสำคัญที่สุด เราจะต้องสอนให้ใจของเราดีจริงให้ได้ แล้วใครจะเป็นผู้รับผลล่ะ ก็ “พวกเรา” นั่นแหละ

            ป้า (ขอสงวนชื่อ) พาอาจารย์ไปหาหลวงพ่อสมชาย ที่วัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี ยังต้องนั่งรอหลวงพ่อหลายชั่วโมง ทั้งๆ ที่เป็นลูกศิษย์สนิทที่สามารถเข้านอกออกในได้ มีความใกล้ชิดมาก หลวงพ่อสมชายก็ยังไม่ออกมาพบ

          อริยบุคคล...   เขาคุยกันทางจิต ปากเขาไม่พูดมากหรอก!!!

          “ถ้าท่านไม่ให้ผมพบ ครั้งต่อไป ผมจะไม่แวะมาหาแล้ว แต่ถ้าท่านให้พบ แม้ว่าครั้งต่อไปท่านไม่อยู่ ผมก็จะพาชาวคณะฯ ยังมาที่นี่อีก เพื่อทำบุญ”

            ใจ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

อริยบุคคล...    ไม่เคยเห็นจิตใจของตัวเองดี
มีแต่สอนใจตัวเองให้ “ชั่ว” น้อยลง
มีแต่สอนใจตัวเองให้ “ดี” ขึ้นไปอีก
แม้ว่าจะทำดีมากแค่ไหน ก็ไม่เคยคิดว่า ตัวเองดี
เมื่อไหร่ที่คิดว่า ตัวเองดี นั่นคือ...คนเลว
ตั้งใจ “ละชั่ว” ทุกลมหายใจเข้าออก ความดีจึงจะไปได้ตลอด
....จะสอนตัวเองแบบนี้

อริยบุคคล..     ล้างจนตาย ก็ไม่หมด ใจจึงใสเป็นแก้ว ตั้งแต่หนุ่มจนตาย คิดแก้ไขตลอด
.... เขาคิดกันแบบนี้

ไม่เหมือน...      คนหลงดี
ดีเกินครู บรรลัย
ดีเกินพ่อแม่
เมื่อคิดว่า ตัวเองดี ชีวิตจะไม่ได้ดีหรอก เพราะ ไม่มีเวลาแก้ไขตัวเอง

คนที่เฝ้ามองดูตัวเอง ใจจะใสขึ้นไปอีก

ถ้าอาจารย์คิดว่า ตัวเองดีกว่าหลวงปู่ หลวงพ่อ ท่านไม่ออกมาพบหรอก ยิ่งท่านป่วยอยู่ด้วย แต่อาจารย์มีความเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เบ็ดเสร็จ และไม่จาบจ้วงด้วย

อริยบุคคล...    อารมณ์ท่านเด็ดเดี่ยว ท่านไม่กลัว ท่านไม่หนี เพราะ หนีอย่างไร ก็หนีไม่พ้นจากความตาย อยู่ที่ไหน ก็ตาย สงครามจะเกิดหรือไม่ก็ตาม ก็ตายอยู่ดี นี่คือ อารมณ์ที่อริยบุคคลที่เขาฝึก เขาอบรมตัวเอง เขาสอนกัน

ที่โกหก คือ เอามาทำแล้วไม่ได้ผล เป็น... “อริยโกหก” คำสอนเป็นเท็จ เอาสัญญาธรรมะมาประกาศพระศาสนา ไม่ได้ผล!!!

ครูบา (ขอสงวนชื่อ) วัดแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ถามอาจารย์ว่า.... “คนที่มา ทำไมถึงมา”

อาจารย์ตอบว่า... “เพราะเขาตามหา “ความเป็นจริง” จากผู้ปฏิบัติธรรมที่เข้าถึงแล้ว”

ครูบารูปนี้ นิ่งเลย

ใครฟังธรรมจากอาจารย์เกินปี สองปี อาจารย์ถือเป็น “คนเก่า” เพราะ ฟังธรรมมามาก อาจารย์ขอให้หันมาดูตัวเองว่า อารมณ์เราเป็นแบบไหน ยังใช่เป็นปุถุชนอยู่หรือไม่ และถ้าใช่ ก็จะยังมีปัญหาเป็นวังวนจนไม่มีที่สิ้นสุด

อริยบุคคล...    อาจารย์มีความเทิดทูนมาก ทั้งรู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม แม้แต่อุบาสก อุบาสิกา อาจารย์สามารถกราบไหว้ได้หมด กราบไหว้ได้อย่างไม่เสแสร้งด้วย

เราเข้าถึงอริยผลมากน้อยเท่าไหร่ สมควรกราบไหว้ไหม ไม่ควรเลี่ยงไป หนีไป ใจอาจารย์จึงไม่ออกนอกเส้นทางมรรค แล้วก็เดินไปเรื่อยๆ

ใน facebook ครั้งนี้ (อาจารย์ถามเรื่องกรรม) มีคนตอบเยอะมากกว่าเดิม และหลายคนตอบยาวด้วย แม้ว่าบางคนจะตอบสั้น แต่ก็เต็มไปด้วยเนื้อหา ไม่น่าเบื่อ และบางคนที่ตอบยาว น่าอ่านมาก เพราะเต็มไปด้วยเนื้อหาอีกเช่นกัน

บางคนยังเป็นคนชั่ว กล้าพูดในความชั่วของตนเอง นี่คือ อารมณ์อริยบุคคล แม้ว่าตอนนี้ชีวิตของเขายังเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ต่อไป ใจของเขาจะเป็น  “อริยบุคคล”

น้องสาวของท่านโกมารภัทร (พระนางสิริมา) เป็นโสเภณี ร่วมเพศกับชายไม่เลือก แต่จิตของท่านตัดสักกายทิฐิ วิจิกิจฉา และสีลพตปรามาส.... ท่านเป็นพระโสดาบัน เป็นพระอริยเจ้า

อาจารย์สามารถกราบไหว้ได้ เขาไหว้กันตรงที่...”ความเป็นพระอริยะ” เขาไม่ได้กราบไหว้ที่ร่างกายหรอก

คนกว่าจะเป็น “อริยบุคคล” ไม่ง่ายหรอก เขาต้องทวนกระแสจนใจมีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง

อาจารย์ ใจอยากกราบไหว้บูชาอริยบุคคลมาก แม้จะไม่รู้จัก หรือท่านอยู่ตามป่าตามเขา เส้นทางกว่าที่ท่านจะผ่านมานั้น กำลังใจของท่านต้องอดทน ต้องมีความเพียร และสมควรกราบไหว้บูชาจริงๆ

อาจารย์เอง ไม่มีอะไรแข็ง และไม่เทียบเสมอ (เก่งกว่า สูงกว่า)

อาจารย์ยังเป็น “ฆราวาส” อยู่ และไม่เคยคิดว่า ตัวเองเป็นพระอริยเจ้า อาจารย์สามารถสอนคนอื่นให้เป็นพระอริยเจ้าได้


อริยบุคคลหรืออาจารย์ ก็คือ คนธรรมดา
แต่ที่ไม่ธรรมดา คือ....อารมณ์จิตใจของท่าน “ทวน” กระแสกิเลส ตัณหา อุปาทาน
                                      คิดแก้ไขกาย วาจา ใจของตนเองตลอดเวลา
                                    ...ล้างตัวเองตลอด
เราตั้งใจ “ละชั่ว” หรือยัง ถ้า “ยัง” ถือว่า ยังห่างไกลพระอริยเจ้ามาก

เขาไม่เสียเวลามองบาปคนอื่น          เพราะ ไม่ได้ทำให้บาปตัวเองลดน้อยลง และไม่เพ่งโทษคนอื่น (ไม่มีเวลา)

อริยบุคคล...    เขามีเหตุผล จึงทำคนเข้าสู่ “ความบริสุทธิ์” ได้

ถ้าใจเห็นผิด   จะสอนตัวเองให้เห็นถูกได้อย่างไร และชีวิตของตัวเองจะเดินดีได้อย่างไร

อริยบุคคล...   เขาไม่ป่าวประกาศหรอก และที่อาจารย์พูด อาจารย์เข้าใจแบบไหน ไม่เคยคิดว่า ตัวเองได้อะไร แต่จะพูดว่า อาจารย์ได้ธรรมะแบบไหน ก็จะพูดแบบนั้น

อาจารย์ไม่อยากเห็นพวกเราตายแบบไร้ที่พึ่ง คนไม่เห็นในไตรลักษณ์ ยากที่จะหาที่พึ่งได้

คนไม่เห็นความตาย ใจจะหลงไปกับกิเลส ตัณหา อุปาทาน

แต่...ถ้าเห็นในความตาย ใจก็จะตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และถ้าเห็นความตาย ใจมันจะปลง ลด ละ เลิกได้ ตัดได้ก่อนหมดลมหายใจ ไม่เสียดายในขันธ์ห้าของตัวเองและของคนอื่น เมื่อเห็นความตาย ก็จะมี “ที่พึ่ง” มีความสงบ ความสุข เป็นที่พึ่ง ตายไป ก็จะไปสวรรค์ พรหม พระนิพพาน (ยิ่งวางมาก ก็จะไปได้สูงมาก)

อริยบุคคล...    มองไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกจัง อนัตตา) เห็นได้ ก็วางได้

อริยบุคคล...    เมื่อมีร่างกาย จะตั้งอยู่ในความไม่เที่ยง เด็กๆ เกิดมาป่วยและก็ตาย เมื่อเห็น พิจารณาไป ปลดทุกข์ได้ วางความเจ็บป่วยของตัวเองและของพ่อแม่ได้ (ป่วย ก็รักษาไปตามอาการ) ยอมรับความเป็นจริง หาย-ก็หาย ตาย-ก็ตาย ไม่ทุกข์ เพราะ เข้าใจแล้ว

รูปัง อนิจจัง      เห็นความไม่เที่ยงของร่างกาย
เวทนา อนิจจัง  เห็นความไม่เที่ยงของอารมณ์

และ...ในโลกนี้ มีอะไรเป็นของเราบ้าง

อาจารย์เห็นความสุขของอริยบุคคล แต่...คนไม่เห็น จึงไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น แต่...ชอบเป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก ชอบใช้ชีวิตให้มีความทุกข์มากๆ…..

อาจารย์ขอจบการบรรยายธรรมในวันนี้แต่เพียงเท่านี้.....

***********************************************************************

สรุปคำสอนและเรียบเรียงคำบรรยายธรรมโดย.... หมอเล็ก
วันศุกร์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ เวลา ๒๓.๐๐ น.

 

 

หมายเหตุ          คุณงามความดี และอานิสงส์ผลบุญที่จะพึงบังเกิดมีขึ้นมากน้อยเพียงใดก็ตาม ในการที่เกล้ากระผมได้ตั้งใจในการเรียบเรียงและสรุปพระธรรมเทศนาในครั้งนี้ เกล้ากระผมขอนอบน้อมถวายเพื่อสักการบูชาแด่พระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยะสงฆ์เจ้าทั้งหลาย องค์บูรพาจารย์ทั้งห้า องค์หลวงพ่อพระราชพรหมยานแห่งวัดท่าซุง และแด่พระเดชพระคุณท่านอาจารย์ อ กสินัง ด้วยเศียรเกล้า และอย่างหาที่สุดมิได้ครับ