พุทธธรรมสงฆ์ เว็บไซต์ kasinung.com เป็นเว็บไซด์  ธรรมะ,  สอนธรรมะ, ฟังธรรม, ฟังธรรมะ, เรียนธรรมะ, ปฏิบัติธรรม !! การเข้าถึง..พระรัตนตรัย..พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ..  ต่อจากนี้ไป!! ท่านสามารถติดตามข่าวสารและคำสอน..หรือคุยเรื่องปัญหาชีวิต..ในข้อธรรมะที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของท่านเอง...โดย " อาจารย์ อ.กสินัง " ได้จาก " ห้องธรรมะ " (เว็บบอร์ด) ค่ะ!!..และท่านที่ต้องการหนังสือการปฎิบัติกรรมฐานเบื้องต้น  (แจกเพื่อเป็นธรรมทาน).... ท่านสามารถแจ้ง.ชื่อและที่อยู่ติดต่อได้ที่.." ห้องธรรมะ " หรือ โทร. 089-1161231, Fax. 02-4159527 ค่ะ!! 

บทความ
“แนวทางการประพฤติปฏิบัติ” (อ่าน 3675/ตอบ 0)

ธรรมะวันบวชเนกขัมมะ ครั้งที่ ๓๒

ชั่วโมงที่สอง วันอาทิตย์ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

เรื่อง.... “แนวทางการประพฤติปฏิบัติ”

ณ สถานปฏิบัติธรรมนราภิรมย์ จังหวัดนครปฐม

เวลา ๑๔.๐๕ น. ถึง ๑๖.๑๘ น.

บรรยายธรรมโดย....ท่านอาจารย์ อ กสินัง

.....................................................................................................................................................

            เพื่อให้พวกเราทุกคนได้เรียนรู้ “แนวทางการประพฤติปฏิบัติ” ที่ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้

            ความเชื่อและความศรัทธาต่อพระรัตนตรัย จะต้องมี “เหตุผล” เราจึงจะนอบน้อมบูชาต่อพระพุทธเจ้า

ชีวิตคนและสัตว์ กว่าที่จะอยู่รอดมาได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้เรามีชีวิตเป็นปกติ ชีวิตในวันข้างหน้า เราก็น่าที่จะมีชีวิตเป็นปกติ คนและสัตว์ก็คิดกันแบบนี้ คือ รู้สึกว่า จะไม่ตาย ในที่สุด ความตายก็มาถึง และเมื่อความตาย ถ้ามาถึงเราจริงๆ แล้ว เราจะทำอย่างไรดี

ความเกิด                 เป็นทุกข์
ความแก่                  เป็นทุกข์
ความเจ็บ                 เป็นทุกข์
ความตาย                เป็นทุกข์

การเกิด เป็นทุกข์.... คนทุกคนไม่คิดหาความเป็นจริง เวลาผ่านมานาน เราไม่นำมาคิด ความจริงก็ยิ่งห่างออกไป ตอนเราเกิด เราทุกข์ขนาดไหน เราทุกข์มาก แต่เราลืมไปแล้ว

เราทุกคน มีความทุกข์ แต่เรายังมี “ส่วนของธรรมะ” บ้าง เช่น ไปวัดทำบุญ สวดมนต์ไหว้พระ ทำให้ทุกข์เบาบางลง (แม้ว่าทุกข์กายและทุกข์ใจจะยังมีอยู่ก็ตาม) บางเรื่อง เราไม่เคยประสบมาก่อน เราก็ทุกข์

คนแต่งงาน                  มีภาระมากกว่าคนโสด
คนเรียนหนังสือ                        มีทุกข์ในการเรียน
คนทำงาน                    มีทุกข์ในที่ทำงาน         แตกต่างกันไป มีอยู่ตลอด

เรื่องของหลักธรรม บางทีแค่ฟัง ทุกข์ก็หมดไป แต่ก็อาจเป็นเพียงแค่ชั่วยามเท่านั้น

เรารู้เห็น “เหตุของทุกข์” ด้วย “ตัวของเราเอง” แม้ว่าทุกข์จะหมดไปจากใจได้นานพอสมควร แต่ “การปล่อยวาง” ต่างกัน เมื่อเทียบกับครูบาอาจารย์สอน เราเพียงแค่บรรเทาทุกข์เท่านั้น 

คนที่มีความทุกข์ สังเกตไม่ยาก มีสีหน้าแววตาที่เศร้าหมอง เหมือนกับ คนตาย ซีด คล้ำ

คนที่มีความทุกข์ที่เข้ามาหาอาจารย์ (อาจารย์เห็นทางระเบียง) เวลานั้น อาจารย์บอกกับตัวเองว่า จะช่วยสงเคราะห์เขา

คนที่ฝึกใจตัวเองให้เข้าไปรู้ไปเห็น “ความเป็นจริง” ไม่ยากที่จะสงเคราะห์บรรเทาทุกข์ให้กับคนอื่น

ความทุกข์ เกิดจาก ความไม่รู้

เพียงแค่อาจารย์พูดเรื่องจริง ยกตัวอย่างเรื่องจริง ผู้หญิงคนหนึ่ง อายุ ๒๐ กว่า แต่งงานกับข้าราชการใหญ่ มีลูกคนหนึ่ง อายุ ๓ ขวบ วันหนึ่ง สามีขอหย่า เธอจะมีความทุกข์­นาดไหน

....เราอย่าไปทำกรรมชั่วซ้ำแล้วซ้ำอีก เวลากรรมมาเสวย จะต่อเนื่องกัน

ความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากของรัก คือ จากเป็น แต่สามีของผู้หญิงคนนี้ก็ให้เงินมา ๔๐ ล้านบาท ผู้หญิงคนนี้รับมา เพื่อไปอยู่กับลูก แม้ว่าความทุกข์จะยังมีอยู่ แต่ก็ยังมีลูกช่วยบรรเทาทุกข์ของเธอ

อยู่มาไม่นาน เธอล้มป่วย ไปหาหมอ หมอบอกว่า เป็นมะเร็ง อยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน

....คนไม่รู้ธรรม คนไม่ที่พึ่ง ทุกข์ขนาดไหน

เธอนำเงินที่มีอยู่ไปหาหมอต่างประเทศ เพื่อรักษามะเร็งที่เป็นอยู่ ปรากฏว่า ไม่หาย เธอรู้จักกับคนที่รู้จักอาจารย์ เสนอให้เงินทั้งหมด เธอขอเหลือเพียง ๓ ล้านบาทเท่านั้น เพื่อเอาไว้เลี้ยงลูก

ผู้หญิงคนนี้ร้องไห้ทุกคืน เพราะเธอกำลังจะตายจากลูกที่เธอรัก ถูกทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เธอนอนกอดลูกทุกคืน ครบ ๑ เดือน เธอตายจากไป (จากที่หมอบอกว่า จะมีอายุอยู่ได้นาน ๓ เดือน)

อาจารย์เล่าถึงตรงนี้ ถามลูกศิษย์คนที่มาหาอาจารย์คนนี้ว่า ถ้าคุณมีเงิน ๔๐ ล้านบาท แต่ต้องเป็นมะเร็ง เทียบกับยังเป็นหนี้อยู่ ๒๐ ล้านบาท แต่ไม่เป็นมะเร็ง คุณจะเลือกเอาอย่างไหน เขาเลือกเอาอย่างหลัง (คือ ยังเป็นหนี้อยู่) ใบหน้าที่มีความทุกข์อยู่ ก็ถูกปลดทุกข์จาก “การฟังธรรม” คือ ได้คิดพิจารณาหาความเป็นจริงบางอย่าง (จากเรื่องจริงที่อาจารย์นำมาเล่าให้เขาได้คิด)

คำสอนของพระพุทธเจ้า มีความลึกซึ้งกว่านั้น

นี่ขนาดเราฟังอาจารย์สอนธรรมะ ยังไม่เข้าถึงธรรมด้วยตนเอง และถ้าอบรมตัวเองจนเกิด “ญาณรู้” ความทุกข์นั้นจะลดลงไปขนาดไหน

ไม่มีใครเอาหรอก มีเงิน ๔๐ ล้านบาท แต่ต้องตาย เวลานี้ คนที่เป็นหนี้ ๒๐ ล้านบาทนั้น หนี้ของเขาหมดแล้ว

ในโลกนี้ จะหาคนที่จะซื่อสัตย์ต่อตัวเองและลูกหลาน หายาก

ลูกศิษย์อาจารย์ คนที่เคยมีความทุกข์ มีความเศร้าสร้อยอยู่ ทุกข์หายไป หน้าตาสดใส ชีวิตยังเหมือนเดิม ได้คิด คิดได้มาก ทำให้ปล่อยวางและวางลงได้ เมื่อก่อน เป็นคนคิดมาก แต่คิดไปในทางลบมากกว่าทางบวก เมื่อได้ฟังธรรม (ฟังความเป็นจริง) แม้ว่าปัญหายังมีอยู่ก็ตาม แต่ปัญหานั้นก็ไม่สามารถลุกลามจิตใจให้เป็นทุกข์ได้อีก

....แล้วเราจะปฏิบัติธรรมอย่างไร ใจจึงพ้นทุกข์ได้ทุกเรื่อง

เกิดมาเป็นทุกข์ เติบโตขึ้นมา ทุกข์จากการทำงาน แต่ “ตาย” ทุกอย่างจบหมด

ญาติอาจารย์ อายุ ๗๐ ปี ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ โรงไม้ต้องปิดลง ลูกๆ ไม่เอา ส่วนแม่ล้มป่วยเป็นเบาหวานขึ้นตาจนตาบอด และในที่สุดก็ตาย ลูก ถ้าไม่ได้ฝึกธรรมะ มีแต่กินไป ใช้ไป มรดกก็หมดไป สิ้นไป ในที่สุดก็ไม่มีอะไรเหลือสักอย่างหนึ่ง

....คนแก่ฟังธรรม รู้มาก จะปล่อยวางได้มาก

คนไม่รู้ธรรม อายุมาก หงุดหงิด ปล่อยวางไม่ได้ ไม่มีที่พึ่ง ที่นี่ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่คนที่มาฟังธรรม ก็จะได้ประโยชน์ ฟังความจริงแต่ละครั้ง ทำให้ได้คิด จนบางครั้งมีธรรมะไปอบรมตัวเอง ทำธุรกิจได้อย่างราบรื่น

....เมื่อเรามีทุกข์ เราจะแก้ไขอย่างไร

เราจะต้องเห็น “ต้นเหตุของทุกข์” ก่อน คือ กิเลส (รัก โลภ โกรธ หลง) ถ้าเราฟังไป ง่วงไป ไปไม่รอดหรอก

อาจารย์ดูตัวเอง คือ “จิต” ฝึกที่ “ใจตัวเอง”

เราจะเป็น     คนดีหรือคนชั่ว             อยู่ที่     ดวงจิต
คนขยันหรือคนขี้เกียจ  อยู่ที่     ดวงจิต                         (ไม่ใช่ง่าย)

พระสอนให้เรามี “สติสัมปชัญญะ” ด้วยการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก กว่าเราจะเข้าใจ ใช้เวลาหลายปี

....ฟังธรรมทุกคำสอน ทุกคำพูด เป็นความจริง เราจะต้องเอาใจใส่ให้มากๆ

เราเดินทางไปไหน อย่าเอาแต่ถาม “ทาง” ถ้าเจอผู้ใหญ่ใจดี เขาก็บอก

เราจะต้องปฏิบัติมากกว่าถาม การถามเพื่อรู้ ถามอย่างเดียว เขาไม่ทำหรอก แต่มุ่งการปฏิบัติ จะดีกว่า เพราะ “เรารู้ด้วยตัวของเราเอง”

อาจารย์ขยันเอง ถามเอง ตอบเอง (ใน facebook) ตอนอาจารย์ฝึกกับหลวงพ่อ ไม่ถาม ฟังอย่างเดียว เพราะ หลวงพ่อดุ

แม้ว่าเราจะตอบถูกในสิ่งที่อาจารย์ถาม แต่ไม่ถูกในฐานะ “นักปฏิบัติ”
เราตอบด้วย “สัญญา” ที่ได้ฟังมา
เราตอบไม่ผิด แต่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เราขาดความลึกซึ้งตรงนั้น
เราตอบด้วย “สัญญาอารมณ์” ไม่ใช่ “รู้แจ้งในอารมณ์”

โดยหลักธรรมจริงๆ.... การกำหนดลมหายใจเข้าออก คนบุญ-คนบาปรู้ ทำได้

คนทรงสติสัมปชัญญะนั้น เขาดูจิตใจตัวเองว่า ยังมี “ความอยาก ความโลภ ความโกรธ ความหลงอยู่หรือไม่”.... ถ้ายังมีอยู่ แสดงว่า ฝึกไม่ได้ ฝึกไม่ถูก

ถ้าใจเรายังยินดียินร้ายอยู่ ยังไม่เบื่อหน่ายในกิเลส ยังไม่จางคลายอะไรได้บ้างในสิ่งที่เรายังติดอยู่ เราต้องถามตัวเอง ถ้ายัง แสดงว่า ยังไม่มีสติสัมปชัญญะ

ถ้ามีสติสัมปชัญญะ เราจะต้อง “คลายความอยาก” ลงได้ โดยเฉพาะคนแก่ ยังหงุดหงิด ละโลภโกรธ หลงได้ไหม เราแก้ไขตัวเองได้ไหม ถ้าไม่ได้ เราเป็นศาสดาของตัวเองแล้ว

....คนที่มีสติสัมปชัญญะ เขาจะต้องสงบและเยือกเย็น ไม่ใช่สงบ แต่ร้อน ทุรนทุราย

อาจารย์สอน เราได้แต่ฟัง ละเลยไป ทิ้งไป บางคนฟัง นำไปปฏิบัติ จะได้อารมณ์สงบเยือกเย็น ปล่อยวางได้ เรียกว่า “คลาย” คนปากมาก พูดน้อยลง เพราะ “เข้าลม” อาการพูดโดยไม่มีเหตุผล ทรงอารมณ์ไม่ให้ด่าว่า สงบลง นี่คือ... “สติสัมปชัญญะของพระพุทธเจ้า”

เมื่อสร้างสติสัมปชัญญะแล้ว ชีวิตที่เป็นทุกข์ จะต้องทุกข์น้อยลง สมมุติว่า ก่อนทำ ทุกข์ ๑๐๐ ทำแล้ว ทุกข์ ๗๐ แสดงว่า ทุกข์น้อยลง

สติ                   แปลว่า                         นึกไว้
สัมปชัญญะ      แปลว่า             รู้ว่า หายใจเข้า ยาวหรือสั้น
                                                รู้ว่า หายใจออก ยาวหรือสั้น

แต่ทุกข์ไม่น้อยลง แสดงว่า สติสัมปชัญญะยังไม่มากพอ กำลังยังน้อย ทุกข์ไม่เบาบางลง

            คนใหม่ๆ ต้องการ “แนวทางปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์” ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก แต่ขาดความละเอียดในการปฏิบัติ ทุกข์ก็ไม่เบาบางลง

ถ้าสร้างสติสัมปชัญญะ        ยังประกอบไปด้วยทุกข์       ไม่ใช่แล้ว (ผิดทาง)

            ถ้าสร้างสติสัมปชัญญะ ยังไม่รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง (ทุกข์ไม่ได้หมดไป) เช่น อาจารย์ถูกด่า อาจารย์ พุทโธ (เสียงด่ายังมีอยู่) แต่ขอนับ ๑ ถึง ๑๐ (นึกในใจว่า จะทนไม่ได้) แสดงว่า สติสัมปชัญญะยังเป็นทุกข์อยู่

            เมื่อเราฝึกไปสักระยะหนึ่ง มีกำลังพอเพียง และไปนึกถึง นึกรู้ในคำสอนนั้นๆ จะบรรเทาทุกข์ของเราให้เบาบางลงได้ บางครั้งเรายังมีทุกข์อยู่ แต่อยู่ๆ ได้ยินเสียงธรรมมาสอน เพราะ “สติสัมปชัญญะที่เราสร้างไว้” นั่นเอง

          เมื่อเรากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก สร้างสติสัมปชัญญะ กิเลสตัณหาจะต้องลดลง เพราะ จิตเราอยู่กับลมหายใจตลอดเวลา ทุกวัน ใจจะไม่ไหลไปตามรูป รส กลิ่น เสียง

            ถ้ากำหนดลมหายใจเข้าออกแล้ว เห็นและไหลไปตามรูป รส กลิ่น เสียง ไม่ใช่สติสัมปชัญญะที่ถูกต้อง แต่เป็นสติสัมปชัญญะที่สะสมกิเลส อยากได้โน่น อยากได้นี่

            เรากำหนด “พุทโธ” แต่ใจยังอยากเหนือคนอื่น และรู้สึกว่า ดีกว่าคนอื่น นั่งสมาธินาน ๑๕ นาที จงกรมได้นาน ไม่หาว แสดงว่า บ้าอวดรู้ บ้าอำนาจ

            ถ้ากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกแล้ว ไม่คลาย แสดงว่า เป็นคนบ้า (คนดี เขาไม่เป็นกันX

            นั่งสมาธิอยู่ เห็นหัวหน้านั่งโงก นึกตำหนิหัวหน้า (ในใจ) เป็นสติสัมปชัญญะของคนเลว ไม่ใช่ของคนดี

สติสัมปชัญญะ           จะต้องเป็นไปเพื่อการบรรเทาทุกข์ลง จึงจะใช่

            สติสัมปชัญญะ           จะต้องเป็นไปเพื่อการปล่อยวาง (ไม่ใช่คิดว่าดีกว่าคนอื่น เก่งกว่าคนอื่น)

            ถ้ากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกแล้ว ยังคิดว่า อาหารอร่อย-ไม่อร่อย แสดงว่า ไม่ใช่แล้ว เพราะ สติสัมปชัญญะ จะต้องเป็นไปเพื่อการเลี้ยงง่าย

            แต่ การชิมว่า อาหารอร่อยหรือไม่ ไม่ใช่เพื่อการติดรส แต่เป็นไปเพื่อการสงเคราะห์เขา (วิตก-วิจาร) ไม่ใช่เลี้ยงง่าย (ดูเงื่อนไขด้วย) เขาพาไปเลี้ยงอาหารฟรีแล้วยังติเขาอีก

            คำสอนของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติเพื่อง่ายทุกอย่าง เช่น การนอน จะต้องกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก (ชาคริยานุโยค)

            อาจารย์สอนให้เราดูตัวเอง เพื่อให้เราอยู่ในสังคมได้ และจะต้องเดินให้ถูกต้องด้วย

                        ในการฝึก จะต้องมีสติฯ รู้เท่าทันอารมณ์           รู้ว่าดีหรือไม่ดี
                                                                        รู้ว่าไม่ดี จะแก้ไขด้วยวิธีไหน
เราจึงต้องรู้วิธีการฝึก

            จริงอยู่…. อาจารย์สอนให้อยู่กับลมหายใจเข้าออก แต่ไม่ใช่ตลอดเวลาเหมือนฤาษีมีสมาธิ แต่ยังมีความเห็นผิด

สติสัมปชัญญะที่ถูกต้อง เป็นอย่างไร และเป็นประโยชน์กับพวกเราอย่างไร

การปฏิบัติจริงๆ ต้องละเอียดอ่อน และน้อมเข้ามาในชีวิตของตัวเอง

เราสร้างสติสัมปชัญญะจนรู้ในความผิดพลาดของตนเอง เห็นบาปของตนเอง แสดงว่า มีสติสัมปชัญญะแล้ว….

เราจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร ถ้าใจไม่เห็นบาปของตัวเองและแก้ไข

นักปฏิบัติ ต้องแก้ “ใจตัวเอง” (ใจดูใจ จิตดูจิต)

เหตุที่เป็นทุกข์              เพราะ              ใจที่ไม่รู้สึกตัว
                                                เพราะ              ใจที่ไม่มีสติสัมปชัญญะ

          เราสร้างสติสัมปชัญญะ เพื่อให้เห็นตัวเอง ไม่ใช่เพื่อให้เห็นอย่างอื่น

            อาจารย์โชคดี เบื้องแรกมุ่งทำกรรมฐาน เพื่อพิสูจน์ว่า “ชีวิตหลังตาย มีจริงไหม”

            เรากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกสร้างสติสัมปชัญญะ เพื่อให้เห็น “ผีร้ายในตัวเอง” ก่อน มีหิริโอตตัปปะ ตายเมื่อไหร่ เป็นเทวดาเมื่อนั้น ไม่ตกนรก มีสวรรค์เป็นที่ไป

            เรากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ไม่เห็นตัวเอง หรือเห็นตัวเอง แต่ไม่มีหิริโอตตัปปะ แสดงว่า …. ไม่มีสติสัมปชัญญะ

          ถ้าแก้ไขได้ ชีวิตดีแน่!!!

            เพราะ เราขาดปัญญา จึงแก้ไขจากคนบาปเป็นคนบุญไม่ได้ (มีแต่ปัญญาต่ำทราม) เพราะ สติสัมปชัญญะไม่เป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เป็นสติสัมปชัญญะของเราเอง ไม่ใช่สติสัมปชัญญะที่คลายชั่ว

          เรื่องสติสัมปชัญญะ คนยังขาดความเข้าใจกันมาก

            บางทีเรากำหนดสติสัมปชัญญะอยู่ แต่ยัง “นึกถึงคนอื่น” เพื่อนชวนกันไปหาที่กินใหม่ (ไม่ใช่เลี้ยงยาก) แต่ยังเป็นคนขี้เหงาอยู่

          สติสัมปชัญญะของพระพุทธเจ้า จะอยากอยู่คนเดียว ปฏิเวธ (ไมใช่เพราะ ไม่อยากเสียเงิน) แต่ใจเราไม่อยากคลุกคลีหมู่คณะต่างหาก

            การสร้างสติสัมปชัญญะ ถ้าใจของเรายังชอบคลุกคลีหมู่คณะ ชอบสนุกเฮฮาปาร์ตี้ แสดงว่า ไม่ใช่แล้ว ไม่เป็นไปเพื่อคลายทุกข์แล้ว (แต่ยังเป็นไปเพื่อคลุกคลีหมู่คณะอยู่)

            หนังเรื่องหนึ่ง (ชื่อ ซัมซาร่า) ผู้ปฏิบัติคนหนึ่ง อยู่ในถ้ำ ไม่เจอใคร มีคนนำอาหารมาส่งให้ทุกวัน มีหน้าที่ทำสมาธิภาวนาอย่างเดียว ผ่านไปหลายปีจนเล็บยาว ผมยาว วันหนึ่ง อาจารย์ของเขาไปรับออกมา แต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนการภาวนา

            วันหนึ่ง เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเปิดถัน (เต้านม) ของตัวเองให้ลูกดูดนม เกิดความกำหนัดทันที อยากลาสึก

            หลวงพ่อ (อาจารย์ของเขา) เอารูปโครงกระดูกมาให้ดู คือ ให้เห็นอัฐิกัง (ไม่รอด) ต้องสึกออกมาแต่งงาน มีลูกแล้ว แต่ก็ยังไปผิดประเวณีกับผู้หญิงอื่น

            นี่คือสติสัมปชัญญะที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อคลายความกำหนัด

การตอบคำถามใน facebook เราทำได้ตามที่เราตอบหรือเปล่า

ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เรารู้ แต่อยู่ที่เราปฏิบัติจนเข้าถึงหรือไม่
ถ้าเข้าถึง เราก็จะพ้นทุกข์ได้อย่างถาวร

แม้แต่คนที่อยู่ในถ้ำมานานหลายปี ฝึกสมาธิ ยังไม่รอดเลย (นี่คือ เรื่องจริง)

ถ้าเราต้องมองซ้ายมองขวาก่อนพูด แสดงว่า แววโจร แต่การพูดด้วยสติสัมปชัญญะ จะต้องมี“การสำรวม” ไม่พูดจาเสียงดัง และไม่พูดจาหยาบคาย

สติสัมปชัญญะที่ใด้            จะมีความสงบเยือกเย็น
จะมีความสุขมาก
อยู่คนเดียวได้
เป็นสติสัมปชัญญะที่อ่านใจตัวเองได้
และมีความรู้สึกอยากปฏิเวธ

การสร้างสติสัมปชัญญะ ด้วยการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก จะได้ความสงบที่บริสุทธิ์ รู้ความเป็นจริงในอริยสัจสี่ ไตรลักษณ์ จนเกิดอารมณ์นิพพิทา (สลดเบื่อหน่ายจางคลาย)

ถ้าไม่เบื่อหน่าย แสดงว่า ใจเรายังติดอยู่ คลายไม่ได้ ทุกข์ก็ยังมีอยู่ ฝึกกี่ปี ก็ยังเอาดีไม่ได้ เพราะ ท่านไม่เชื่อว่า ทำดี-ได้ดี ทำชั่ว-ได้ชั่ว ดังนั้น อาจารย์จึงขอให้อดทนสักระยะหนึ่ง แล้วผลก็จะเกิดขึ้นเอง

ชีวิตของเรา เหมือน “กงกำกงเกวียน”... แต้มสีดำ คือ กรรมชั่ว แต้มสีขาว คือ กรรมดี สลับกันไป  เปรียบเสมือนวงล้อ วงล้อใหญ่ ส่งผลช้า วงล้อเล็ก ส่งผลเร็ว

ชีวิตของคณะพุทธ ธรรม สงฆ์ทุกคน เป็นวงล้อที่หมุนเหมือนกัน หลังเข้าสู่การปฏิบัติธรรม ชีวิตของเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยพบกับ “ความเดือดร้อน” เหมือนกับชีวิตที่ก่อนเข้าสู่ธรรม เพราะ...ตรงจุดที่เราแต้ม เป็นแต่สีขาว มีแต่เรื่อง “กุศล” ไม่มีอกุศลกรรม” คนในคณะฯ จะแจ่มใส ไม่มีเรื่องเศร้าหมอง

ตอนที่อาจารย์ยิงจิ้งจก อายุประมาณ ๗-๘ ขวบ มารับผลกรรมตอนอาจารย์อายุประมาณ ๓๐ ปีเศษๆ วงล้อนี้ ใช้เวลา ๒๐ ปี นี่ขนาดบุญกุศลอาจารย์มาก เรายังหนีไม่พ้นกรรมเลย

คณะพุทธ ธรรม สงฆ์ เรียนธรรมะไม่เหมือนที่อื่น เราจะเห็นผลในชาตินี้ได้เลย...

ไม่ใช่เพราะ “คำสอน” เป็นเหตุ แต่เป็นเพราะ...เราเข้าใจในคำสอนไม่ผิดพลาด มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ต่างหาก

การที่พวกเราหัวเราะเสียงดัง ไม่ได้ทำบาป (ไม่ใช่แต้มสีดำ) แต่...ไม่สำรวม!

เมื่อก่อนที่อาจารย์สอนธรรม อาจารย์ “ดุด่า” ลูกศิษย์แรงกว่านี้ จนลือกันว่า เวลาที่พบอาจารย์ อย่ามองตาอาจารย์ แต่ถ้าทำถูก จ้องตาอาจารย์ได้ อาจารย์ดุ ดุด้วยความหวังดี แต่คนไม่กล้าเข้าหาอาจารย์เอง

ถ้าเรากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกแล้ว ไม่คลายความอยาก แสดงว่า สติสัมปชัญญะไม่ถูกต้อง
ถ้าเรากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกแล้ว ทุกข์ไม่ลดลง ยังมีอยู่ในใจ (ไม่ใช่แล้ว)
ถ้าเรากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกแล้ว ตา หู จมูก ลิ้น กาย (อายตนะภายใน) เห็นรูป ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส (อายตนะภายนอก) แล้ว ต้องไม่ไหลออก

อาจารย์ขอสั่งห้ามว่า...          ขอให้ใส่เสื้อให้มิดชิด
                                                ใส่กางเกง เวลานั่งลงแล้ว ต้องมิดชิด ไม่เห็นร่องก้น
                                                ห้ามใส่กางเกงขาสั้น (มากๆ)

                                                อย่าถอดเสื้อเข้าวัด

ถ้าเราทำได้ดี....                  ความดีจะคุ้มครองเรา (มีพุทธานุสสติ)
                                      ความดีจะปกปักรักษาเราเอง

อย่าโกรธ อย่าจองล้าง จองผลาญ พยาบาทคนอื่น (ความไม่ดี เป็นกรรมของเขา)

เรากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เพื่อให้จิตอยู่กับตัวเรา ไม่ไหลออก เราจะอ่านใจตัวเองออก บางครั้งเห็น แต่ยับยั้งไม่ได้ พูดไปแล้ว จะโทษตัวเองว่า เราไม่น่าพูดแบบนั้นเลย แสดงว่า...ถูกทางแล้วถ้าเราฝึกไปเรื่อยๆ การพลาดพลั้งจะน้อยลง จนถึงไม่พูดหรือไม่ทำแบบนั้นเลย

อารมณ์โกรธ เราจะยับยั้งได้ ต้องมี “ข้อธรรม” มาหักล้าง (แต่ยังโกรธอยู่) และเมื่อฝึกไปเรื่อยๆ ก็จะมี “ข้อธรรมชั้นสูงขึ้นไปอีก” มาหักล้างได้จนไม่มีอารมณ์โกรธ (เพราะ รู้แจ้งแล้ว)

“สู้แล้วแพ้”... ครั้งต่อไป อย่าปะทะ ให้หนี อย่าเผชิญหน้า (ปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) จนกว่าจะแน่ใจว่า เราแข็งแกร่งเพียงพอ

การฝึกธรรมะ จะต้องมีไหวพริบในการฝึกฝน อย่าฝึกแบบผิดๆ

....ถ้ายังมี       “ความอยาก”   อยู่      จะทำอย่างไร
          ....ถ้ายังมี       “ความโลภ”     อยู่      จะทำอย่างไร
          ....ถ้ายังมี       “ความโกรธ”    อยู่      จะทำอย่างไร
          ....ถ้ายังมี       “ความหลง”    อยู่      จะทำอย่างไร

เราจะต้องเป็นคนดี มีสติสัมปชัญญะขึ้นเรื่อยๆ ใจของเราจะมีพลัง และถ้าฝึกธรรมะแล้ว ไม่มีผลต่อชีวิต (ยังไม่ดี) อาจารย์แนะนำว่า อย่าฝึกต่อไปเลย (อาจารย์ชอบนำ “ของจริง” มาสอนพวกเรา) จิต ของเรา ควรฝึกให้เกิดพลังจิต หรืออำนาจจิตให้ได้

สติ คือ สมาธิ
สมาธิ คือ พลังจิต....

แต่ต้องเป็น “สติสัมปชัญญะ” ที่บริสุทธิ์ เพื่อให้กาย วาจา ใจของเราบริสุทธิ์ด้วย และจะต้องเป็น ””สติสัมปชัญญะที่คลายความอยาก”

...การฝึกสติสัมปชัญญะ จะต้องไม่เกียจคร้าน ไม่ใช่นอนกำหนดลมฯ

อำนาจจิตที่บริสุทธิ์ (จะมาจากการสร้างสติสัมปชัญญะ) จะเปลี่ยนกรรมที่ไม่ดี ให้เป็นกรรมดี และชีวิตของเราก็ย่อมดีตามไปด้วย….

อาจารย์ขอจบการบรรยายธรรมในช่วงที่สองของวันนี้แต่เพียงเท่านี้ เดี๋ยวพวกเราพักผ่อน ดื่มน้ำปานะ และกลับมาพบกันใหม่เวลา ๑๘.๐๐ น.

***********************************************************************

สรุปคำสอนและเรียบเรียงคำบรรยายธรรมโดย.... หมอเล็ก
วันศุกร์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๖ เวลา ๗.๐๐ น.

 

 

หมายเหตุ          คุณงามความดี และอานิสงส์ผลบุญที่จะพึงบังเกิดมีขึ้นมากน้อยเพียงใดก็ตาม ในการที่เกล้ากระผมได้ตั้งใจในการเรียบเรียงและสรุปพระธรรมเทศนาในครั้งนี้ เกล้ากระผมขอนอบน้อมถวายเพื่อสักการบูชาแด่พระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยะสงฆ์เจ้าทั้งหลาย องค์บูรพาจารย์ทั้งห้า องค์หลวงพ่อพระราชพรหมยานแห่งวัดท่าซุง และแด่พระเดชพระคุณท่านอาจารย์ อ กสินัง ด้วยเศียรเกล้า และอย่างหาที่สุดมิได้ครับ