บทความ
“การเจริญมรรคผล” (อ่าน 9519/ตอบ 0)

ธรรมะรอบเช้าประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๖
เรื่อง “การเจริญมรรคผล”
ณ สถานปฏิบัติธรรมนราภิรมย์ จังหวัดนครปฐม
บรรยายธรรมโดย....ท่านอาจารย์ อ กสินัง
...................................................................................................................................
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจความหมายของคำสองคำนี้ก่อน คือ... “มรรคผล”
" มรรค " แปลว่า ทางเดิน.. ทางปฏิบัติ!!.
" ผล " แปลว่า ความสุข.. ความหลุดพ้นจากทุกข์ที่เราจะได้รับ!!.
ถ้าผู้ประพฤติปฏิบัติไม่ได้เรียนรู้ถึง..วิธีการที่เราจะปฏิบัติว่า.. เราจะต้องประพฤติปฏิบัติแบบไหน?. ใจของเราจึงจะพ้นทุกข์ได้จริง.. แสดงว่า การประพฤติปฏิบัตินั้นๆไม่ได้ผลอะไรเลย!!!

ก่อนอื่น!!. เราจึงจะต้องรู้จักความหมายของคำสามคำนี้ก่อน!!. คือ..

1. ปริยัติ!!. 2. ปฏิบัติ!!. 3. ปฏิเวธ!!.

ถ้าผู้ประพฤติปฏิบัติไม่ได้เข้าใจความหมายของคำสามคำนี้.. ก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เราจะเข้าถึง “ความพ้นทุกข์” หรือจะเข้าถึง “ความสุข..ความเจริญ..ที่ปรารถนานั้นๆได้”

"การเจริญมรรคผล.. เราจะต้องเรียนรู้ถึงเส้นทางว่า.. เราจะต้องทำอะไรบ้างกับชีวิตของเรา?." การคิด!!. การพูด!!. การกระทำโดยที่เราไม่รู้ว่า.. ถูก!.ผิด!..ว่าถูกทางหรือเปล่า?. อุปมาอุปไมยเหมือนกับการที่เราเดินออกจากบ้าน.. อย่างไม่รู้จุดหมายที่เราจะไป!!. เราก็จะเดินทางแบบเร่ร่อน (ร่อนไป ก็ร่อนมา) ไม่รู้ว่าจะไปไหน?. ชีวิตเราก็ต้องหลงทางเป็นธรรมดา!!. แต่ถ้าเรารู้จุดหมายที่เราจะไปแล้ว.. เราก็ไปง่ายถึงเร็ว!!. และไปถึงจุดหมายด้วย!!. ไม่หลงทางอย่างแน่นอน!!.


“การปล่อยให้จิตใจล่องลอยไปอารมณ์.. ไม่มีแก่นสาร!!. ย่อมไม่มีประโยชน์อันใดเลย”


ปริยัติ” คือ การเรียนรู้พระวินัย และการเรียนรู้ถึงการปฏิบัติว่า.. เราควรทำอะไร?. ปฏิบัติอะไร?.

เรียนรู้ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้ทำ.. ไม่ให้พูด.. ไม่ให้คิด..และเรียนรู้ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทำ.. ให้พูด.. และให้คิด.. เราได้แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง.. ปฏิบัติแล้วเราจึงจะพ้นทุกข์นั้นๆได้!!.


สิ่งที่เรานำไปประพฤติปฏิบัติ เรียกว่า “ปฏิบัติ
เราเรียนรู้จากครูบาอาจารย์..ที่ท่านได้เข้าใจธรรมะโดยแท้!!. ท่านจะแสดงธรรม.. ให้เหตุ!!. ให้ผล!!. ครูบาอาจารย์ที่ดี.. ท่านจะป้อนเหตุผล..ให้เราเรียนรู้ว่า..
เพราะมีเหตุผลอะไร?. ท่านจึงห้าม?.
เพราะมีเหตุผลอะไร?. ท่านจึงสอนให้ทำแบบนั้น.?

แต่ถ้าการเรียนธรรมะของเราแบบไร้ทิศทาง.. การขาดเหตุผล!!. ธรรมะปฏิบัติ.. แบบผิดๆ..คิดไม่เป็น!!. คิดไม่ถูก!!.ปฏิบัติแล้ว..เราก็ไม่ได้ผลอะไรเลย!!. ยิ่งถ้าเราสร้างเหตุที่ผิดๆ.. ผลแห่งความเดือดร้อนก็จะเกิดขึ้น!!. ความทุกข์ความเดือดร้อนต่างๆนั้น.. ไม่ใช่คนอื่นยัดเยียดให้เรา!!. ใจของเราต่างหากที่เป็นผู้สร้างมันขึ้นมาเอง!!.

เหตุอันใดที่ทำให้ชีวิตล้มเหลว >>> เราต้องเรียนรู้!!.
เหตุอันใดที่ทำให้ชีวิตสำเร็จ >>> เราต้องเรียนรู้!! เพื่อเราจะได้เข้าใจ!!.


อาจารย์บอกว่า “หลายๆชีวิตที่ได้พิสูจน์ในคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วว่า.. สร้างเหตุแบบไหน?. เราก็จะได้รับผลแบบนั้น” นี่คือ "สัจธรรม"
ถ้าเราสร้างเหตุแห่งความเดือดร้อนเอาไว้.. ผลก็คือ.. เราก็จะได้รับความเดือดร้อน (หนีไม่พ้น..จะช้า-เร็วเท่านั้น)
"เหตุ" คือ..ถ้าเราเมาในกาม. ไม่เข้าใจการใช้ชีวิต..เมาในความอยากได้..อยากมี.อยากเป็น!!  "ผล" ใจของเราก็จะร้อนเป็นไฟ.. เราเป็นทาสของอารมณ์ต่างๆในจิตใจ!. เราควบคุมกาย, วาจา, ใจเราไม่ได้!!. ใครทำอะไร..เราไม่พอใจ!!. เราเขวียงปาสิ่งของ หรือทำร้ายเขา..บางรายก็ร้ายแรงถึงชีวิต!!. เราก็ต้องติดคุก!.  เราสร้างเหตุไม่ดี ชีวิตก็จะวิบัติ!!.
คนที่มีสติปัญญา เขาหยุด!. เลิก!. หักห้ามจิตใจของตนเอง!. สามารถควบคุมอารมณ์ปรุงแต่ง!. เดี๋ยวนี้ชีวิตเขามีความสุข!.  คนอื่นดลบันดาลให้หรือ? ไม่ใช่... เพราะ เราหยุด!. เราเจริญในสิ่งที่งอกงามทางใจต่างหาก!.
ดังนั้น เราจึงต้องเรียนปริยัติ ปฏิบัติ และเราทำปฏิเวธ (รู้จักสอนตัวเองให้อยู่เงียบๆ!!. บ้าง)
อาจารย์ไม่ใช่พระสงฆ์!. แต่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติแบบฆราวาส..ตามที่พระท่านสอน!.  เราเองสามารถสร้างปฏิเวธได้!. โดยการสำรวมอายตนะของเรา คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ!! ..เพราะเมื่อตอายตนะทั้งหก..รู้เห็นในสิ่งที่ชอบ.. จิตก็จะไหลตามอยู่ทุกที (ไม่รู้ว่าดี-ไม่ดี) การไม่สำรวม..ย่อมทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อน!!.  การเจริญสติคอยเฝ้าระวังรักษาใจไม่ให้ไหลๆ.ตามอารมณ์ปรุงแต่งใน รูป รส กลิ่น เสียง การสัมผัสทั้งกาย และใจ..  จิตไม่เกิดอารมณ์ปรุงแต่งใดๆเลย  ใจก็สงบนิ่งเย็นอยู่ตลอดในปฏิเวธแล้ว!..

ตัวอย่างข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์!!. ผู้ชายคนหนึ่งปีนเสาไฟฟ้าจะฆ่าตัวตาย. เพราะเมียหนี. ทิ้งไปมีสามีใหม่!!.  หรือผู้หญิงคนหนึ่งกระโดดหอพัก!. ฆ่าตัวตาย.. เพราะแฟนหนุ่มทิ้งไปมีแฟนใหม่!!.  
ตายเพราะความรัก  >>> เขาคิดผิด!!!
คนทางโลกคิดไม่เหมือนคนทางธรรม คือ คนทางโลกจะคิดอยู่อย่างเดียวว่า.. ใช่!!. คิดดีถูกต้องแล้ว!!.  ความตายทำให้ชีวิตจบ!. แท้ที่จริงแล้วไม่จบ!..

หลายชีวิตในคณะพุทธ ธรรม สงฆ์ เข้าใจแล้ว!. ถึงกับพูดกับอาจารย์ว่า “ถ้าผมมาเจออาจารย์ก่อน ผมจะไม่แต่งงาน”
เรื่องความเข้าใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนว่า…
สิ่งที่ผ่านมาแล้ว (อดีต) ไม่ต้องคิดถึง..
สิ่งที่ยังมาไม่ถึง (อนาคต) ไม่ต้องคิดถึง..
อดีต!.  ถ้าเราเอามาคิด เราได้อะไร? อยากให้ชีวิตแบบทุกข์นั้นกลับมาอีกหรือ?.  คิดให้ตัวเองเป็นบ้า!. ย้ำคิด!. ย้ำทำ!. ในสิ่งที่ผ่านมาแล้ว!!. ทำนองเดียวกับ...
ท่านองคุลีมาลมัวแต่คิดถึงเรื่องที่ฆ่าคนตายในอดีต!!.  ท่านเคยหาความสงบ (ปฏิเวธ) ไม่ได้!!. พอจะทำดี..ก็เอาความไม่ดีเก่าๆ มาทำร้ายตัวเอง!!.  (อาจารย์ก็เป็นแบบนี้) พอได้คิด!!. รู้จักคิด!!. จะเจริญความดี!!. ความวุ่นวายในจิตเกิด!.  เหมือนมีคนมา-ตราหน้าอาจารย์ว่า “เอ็งจะเป็นคนดี!. แล้วจำความอัปรีย์ที่เคยทำไว้ได้หรือเปล่า”
“คนที่ไม่ได้เรียนรู้ในข้อธรรมนี้!. ก็จะเสียรู้มาร (มาร คือ ผู้ฆ่าความดีที่เรากำลังจะเดิน) ถ้าเราไม่รู้จักคิด!.  เราก็จะตกเป็นทาสของมาร (มาร มาจากไหน?. ก็มาจากใจของเราเองนั่นแหละ!. ไม่ได้มาจากไหนหรอก)
ครูบาอาจารย์ สอนว่า... “พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า!.  ใจเป็นประธาน!.  ใจเป็นใหญ่!. จะบรรลุมรรคผลได้!. ก็ด้วยใจดวงเดียว”
ชีวิตที่ผ่านมาของเรา.. เราทำตามใจอยาก!. เราตกเป็นทาสของกิเลสตัณหา!.  เราไม่เคยคิดมาก่อนว่า!. ถ้าทำตามใจอยากแล้ว ผลอะไรจะเกิดขึ้น!.  แต่ถ้าเรารู้จักคิด!.  ก็จะไม่เป็นคนใจง่ายทั้งผู้ชายและผู้หญิง!.  ผู้ชายรักผู้หญิง หรือหญิงรักกับชาย!. เมื่อมาอยู่ด้วยกัน!. โดยไม่ได้คิด!. เมื่อไม่ดี!. ก็จะมีความทุกข์มหันต์!.   

เคยมีใครรู้บ้างไหมว่า!.  วันแห่งความรัก (วันวาเลนไทน์) มีคนหย่ากัน (มาก) เท่าไร?. ในวันนั้น!.

ธรรมะทุกเรื่อง!. พระพุทธเจ้าทรงสอนเรา!.เราจะต้องคิด!. ใจเราจึงจะรู้แจ้งได้!. ถ้าไม่เอามาคิด!. ก็ไม่มีประโยชน์!. ปฏิบัติแล้วไม่ได้อะไรเลย!.
มรรคผลของพระพุทธเจ้า มีทุกระดับ (จากชาวบ้าน..ถึงพระอริยะสงฆ์เจ้า!.)
คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า สมถะและวิปัสสนาญาณ!.  สมถะภาวนา คือ การทำสมาธิ!.  ทำใจให้สงบ!.  และเมื่อเราคิดพิจารณาด้วยใจที่สงบ!. ปราศจากความฟุ้งซ่าน!. ก็เรียกว่า “วิปัสสนาภาวนา”
ถ้าเราขาดปริยัติ!. ขาดการเรียนรู้!. จิตของเราก็จะไหลเรื่อยๆไปตาม “สิ่งที่เห็น” และแบกยึดในอารมณ์ใน “สิ่งที่เห็น” เมื่อเข้ามาในใจของเรา!.  เราแบกยึดไฟๆก็เผาใจเราโดยไม่รู้ตัว!.  โดยเฉพาะยามเมื่อเวลาเราโกรธ!.  แต่เมื่อเวลารักกัน!. เราก็แบกไฟเขาเต็มๆอีกเหมือนกัน!.  วันใดที่ไม่รักกัน!.  ไฟที่เกิดจากรัก!. ก็มาเผาใจเราอีก!.
ด้วยเหตุนี้ตอนท้ายของมหาสติปัฏฐานสี่ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่า “เราจงละความยินดีและความยินร้าย
พวกเรารู้คำสอน แต่..เข้าไม่ถึงคำสอน.... เพราะ
• เราไม่เคยสอนใจตัวเองให้สงบ!!.
• เราไม่เคยนำคำสอนนั้นมาปฏิบัติ!.
• เราไม่เคยสอนใจตัวเอง!. ให้คิดในสิ่งที่ตัวเองติดอยู่!.
ดังนั้น "เส้นทางมรรคผล" เราจึงต้องรู้!.
ปัจจุบัน!. ผู้ประพฤติปฏิบัติเรียนรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า (รู้หมด) รู้มาก รู้อย่างเดียว แต่...ไม่เคยทำได้จริง!. วิธีการภาวนา-เขารู้!. แต่กลับไม่รู้ใน!. “อารมณ์ ภาวนา” เพราะ....ไม่เคยเข้าถึงนั่นเอง!!!
พุทโธ!. ถ้าใจสงบ!. จะคิดเป็น!. เพราะ ความคิดที่เกิดจากความสงบ!. จะเห็นชัด และรู้แจ้งทุกเรื่อง!.  ก็เพราะเราไม่ทำจริง!.นั่นแหละ!. เราจึงนั่งทำสมาธิ!. ไม่มีความสุข ลำบากใจ!.  เพราะ “ใจเราไม่เคยชินในการถูกบังคับให้นิ่ง!.” พอเราจะบังคับมันให้นิ่ง!. มันไม่สงบ!. เป็นตะคริว.. นั่งไม่ได้!.  เคยคิดกันบ้างไหม?..เวลาเราใกล้จะตาย กายเจ็บมากๆ จิตเป็นอย่างไร?. (ถ้านั่งและนิ่งๆที่นี่ไม่ได้)
อาจารย์!.ให้ฝึกหัด!.  หมั่นสร้างความเพียร!. ให้ข่มใจตัวเอง จิตใจจึงจะมีอำนาจที่กิเลสตัณหาจะมาชักจูงเราไม่ได้!.
ความทุกข์ของเรามาจากไหน...มาจาก กิเลส. ตัณหา. อุปาทาน. นั่นเอง!..
ชีวิตของคนที่มีธรรมะจะราบรื่น!. ไม่เดือดร้อน!.เหมือนกับ!. ชีวิตที่ยังปราศจากธรรมะ (ซึ่งไม่เคยหยุดกรรมที่ไม่ดี!. หยุดความอยากที่ก่อทุกข์ก่อโทษให้!.)
คนเรียนปริยัติ.. จิตเห็นชอบ!.  และความลังเลสงสัยจะไม่มี!.  อิทธิบาทสี่แรงกล้า..จนบรรลุมรรคผล!.
อาจารย์จึงขอให้เราหมั่นบวชใจ!.  เมื่อไรที่เราหักห้ามใจตัวเองได้.. ซึ่งก็คือ การบวชใจ (การบวชเนกขัมมะ) นั่นเอง!.
เมื่อสมัยก่อนที่อาจารย์ฝึก อาจารย์นั่งสมาธิทั้งวันทั้งคืน!. แต่อยู่ดีๆ กามหรือความกำหนัดก็เกิดขึ้น!. อาจารย์เพียรหาเหตุ... “อะไรเป็นเหตุ ให้ดับที่เหตุนั้นๆ”
เหตุที่มีความกำหนัด เพราะ มีรูป-ร่างกาย!.  (ความสวย ความงาม) เป็นเหตุ!.  แม้นแต่คนตาบอดไม่เห็นรูป!. ก็ยังมีความอยากความกำหนัด!.
ดังนั้น... ถ้าหลงติดในรูป!. เราจึงต้องรู้แจ้งในรูป!. จึงจะผ่านพ้นไปได้!.
เมื่อก่อนอาจารย์ไปที่นิติเวช.. เพื่อดูศพทุกวัน!. เราติดรูปที่สวยงาม!. เพราะ เรามองไม่เห็นในสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผิวหนังว่า.. มีอะไรอยู่!. เป็นอะไร!. อาจารย์เห็นศพทั้งผู้หญิงผู้ชายทุกอายุ!. เห็นทุกวัน!. วันละไม่ต่ำกว่าร้อยศพ!. เห็นทุกวันจนน้ำตาเริ่มไหล!. มองเห็นตัวเองว่า!. ยังใช้ชีวิตประมาทอยู่!. เมื่อคิดได้!. ความมัวเมาเริ่มลดลง!.
เมื่อเห็นความเป็นจริงนั้นๆ >>> "ลด" (ความมัวเมาหรือกิเลสตัณหา)
เมื่อเห็นความเป็นจริงนั้นมากๆ >>> "ละ"
เมื่อเห็นความเป็นจริงนั้นจนรู้แจ้ง >>> "เลิก"
แต่...การเจริญมรรคผล จะต้อง “เห็นจนรู้แจ้ง
ถ้าเราไม่สอนตัวเองแบบนี้!. ความเป็นทาส!. เมื่อมีความอยากขึ้นมา!. เราห้ามมันไม่ได้!. ห้ามไม่ลง!.เพราะ หลงมาก!. ไม่เคยจบ!. (แม้แต่คนแก่จนหัวหงอกก็ตาม)
เรื่องจริง!. อาจารย์เคยไปท่าพระจันทร์ เพื่อหาซื้อยาถ่าย!. แก้ท้องผูก!. บังเอิญอาจารย์เจอลุงคนหนึ่ง!. ลุงบอกลุงไม่ป่วย!. แต่มาถามหาซื้อยากระตุ้นทางเพศ!. (ยาเตะปีบดัง)  อาจารย์เกิดความสลดสังเวชมาก!. เราเป็นหนุ่มกว่า!. เราพยายามลดความอยากลง!.   อาจารย์เคยป่วย ก็ไม่ใช้ยารักษา แต่เพียรทำสมาธิ!. จนได้ธรรมะมาสอนพวกเราในปัจจุบันนี้!.
อาจารย์ถามตัวเองว่า... “ทุกวันนี้ เรายังทุกข์ไม่พออีกหรือ?.”
เมื่อเราเรียนรู้ถึงวิธีการและปฏิบัติจนรู้เหตุของทุกข์!. และรู้แจ้งว่า..ให้แก้ไขที่ใจดวงนี้ดวงเดียว!.. การให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อาจารย์ขอบอก “ที่ยังไม่เกิดผล” เพราะ เรายังขาดเมตตา!. ขาดความรักและความสงสาร!. จึงทำให้ทาน ศีล สมาธิ ไม่มีกำลัง!.
"บาป-บุญ-นรก-สวรรค์-พรหม-พระนิพพาน คนเลว-พระอริยะเจ้า" อยู่ที่...จิตดวงนี้!.  ขึ้นอยู่ว่า เราจะเลือกเป็นอะไร?.
ถ้าเราไม่ต้องการ "ลด-ละ-เลิก" เราก็ไม่ต้องเรียน!. ไม่ต้องปฏิบัติ!.

วันหนึ่ง!. อาจารย์เห็นรูปภาพ!. เห็นเด็กที่กำลังคาอยู่ที่ช่องคลอด!. อาจารย์รู้แจ้งทันทีเลยว่า.. “ถ้าเรายังไม่เบื่อหน่ายในช่องนั้น!. ถ้าเรายังติดในช่องคลอดอยู่!.  ตัวเราก็จะต้องกลับมาเกิดอีก!.” (หนีไม่พ้นวัฏฏะ..อันน่าสงสารนี้ได้อย่างแน่นอน!.)
และอาจารย์เห็นรูปภาพอีกรูปหนึ่ง!. เป็นรูปที่ผู้หญิงท้องแก่คลอดลูก!. ลูกตายคาอยู่ช่องคลอด!. ตายทั้งแม่ทั้งลูก!. (ตายท้องกลม) อาจารย์รู้แจ้งเห็นชัดว่า!. ลูกเกิดมา.. ถ้าไม่ตาย!. ก็ต้องทุกข์!. พ่อแม่ก็ต้องทุกข์ในการหาเงินเลี้ยงลูกจนโต!. ลูกโตขึ้นมา!. ก็ต้องแก่งแย่งในการทำงาน!. และเมื่อมีคู่ ถ้าขาดธรรมะ!. ก็จะมีแต่ทุกข์!. ทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด!.


ญาติอาจารย์คนหนึ่ง รวยมากๆ มีเงิน ๔๐๐ ล้าน อาจารย์เพียงแค่ถามคำถามสั้นๆ ว่า “ถ้าอากู๋รวยจนกินไม่หมด!. ทำไม?. ไม่เอาเงินนั้นมาซื้อลูกให้เป็นคนดี!.” และเพราะคนไม่มีธรรมะ!. โลภไม่รู้จักพอ!. อยากรวยมากขึ้นอีก!. กู้ยืมเงินธนาคารมา ๑๖๐๐ ล้านบาท!. เพื่อเอามาขยายกิจการ!. ธุรกิจเกิดปัญหา!. และดอกเบี้ยตอนนั้น ๑๘% เป็นผลให้ธุรกิจล้มละลาย!.  สุดท้าย!. ตรอมใจตาย!.
ผู้หญิงคนหนึ่ง!. เรียนจบจากเมืองนอก!. แม่ของเด็กผู้หญิงคนนี้บอกว่า..เราไม่ทุกข์นี่ ไม่ต้องมาฟังธรรมหรือไปวัดหรอก!. ลูกจำเป็นต้องโกหกแม่ว่า.. ไปเที่ยว เพื่อให้แม่อนุญาต!. แม่คนนี้ช่างไม่รู้เลยว่า!. ลูกของตัวเองกำลังเข้าสู่ความดี!.
อาจารย์สอนให้รู้จักคิด!. ไม่ได้สอนให้เชื่อโดยไร้เหตุผล!. อาจารย์ขอถามพวกเรา..มาฟังอาจารย์ทำไม?. ผ้าเหลืองก็ไม่มี!. อาจารย์เองก็ไม่ใช่พระสงฆ์ด้วย!. แต่เป็นเพราะ...ที่นี่ สอนให้คิด!. ไม่ได้สอนให้เชื่อ!. คิดแล้วจะได้เห็น!. เห็นชีวิตที่ตกต่ำ!. เห็นชีวิตที่เต็มไปด้วยทุกข์โทษ!!!
คนเรา!. ถ้าไม่รู้จักคิด!. ชีวิตจะดีได้อย่างไร?.  เมื่อเด็กผู้หญิงเห็นความเป็นจริง!. เขาก็จะตั้งใจอ่านหนังสือ!. จิตไม่ไหลไปตามเพื่อนที่ไม่ดี!. คบเพื่อนที่เป็นบัณฑิต!. ชีวิตก็จะไปได้ดี!.  ส่วนผู้ใหญ่!. คิดเป็น. เขาก็จะตั้งใจทำงาน!.

การเจริญมรรคผล ไม่ใช่...เอาแต่นั่งสมาธิ!. แต่...จะต้องภาวนาสร้างสติสัมปชัญญะ!. ให้เรารู้ตัวว่า!. ใจเรากำลังคิดอะไรอยู่!. จะพูดอะไร?.  และจะทำอะไร?. (แต่เพราะสมัยก่อน เราไม่รู้?.) เมื่อใจเราสงบ!. เราก็จะรู้ว่า!. ความอยาก.. มันมายุแหย่เรา!. นี่เอง!.
คนที่มีสติสัมปชัญญะ!. เขาจะรู้จักคิดพิจารณา!. เขาจะรู้จักสอนตัวเองในทุกเรื่อง!. ดีขึ้นมา..ในใจ-รู้!. ไม่ดีขึ้นมาในใจ-รู้!. รู้ก็แก้ไขได้!. แต่คนที่แก้ไขไม่ได้!. เพราะ มองไม่เห็นจิตใจของตัวเอง!. คนอื่นจะไปช่วยเรา!. ก็ช่วยที่ปลายเหตุเท่านั้น!. ถ้าตราบใดที่เรายังไม่แก้ไขจิตใจของตัวเขาเอง!.
เมื่อเราสร้างสติสัมปชัญญะ!. เราจะอ่านใจตัวเองออกว่า!. เราคิดดีหรือคิดไม่ดี!. เราก็จะเห็นหมด!.
เรามาฟังธรรม!. เราได้คิดพิจารณาจากการฟังธรรมนั้นๆ!. เราต้องอาศัย “ครู-ผู้รู้” เราไม่สามารถคิดเองให้ถูกต้องได้!. และเมื่อเราได้คิดและเข้าใจแล้ว!. เราฝึกใจ สอนใจของตัวเองเข้าสู่ความสงบ!. เราก็จะเห็น “ทุกอย่าง” ในใจของเรา!.
แต่...ถ้าเรายังปล่อยให้กาย-วาจา-ใจ..ของเราเป็นแบบนี้!. เราก็จะเดือดร้อน!. ดังนั้น เราจะต้องแก้ไขที่ กาย-วาจา-ใจของตัวเอง!.ด้วยตัวเอง!.   พระท่านได้เพียงแต่สอนเรา!. แต่พระดลบันดาลให้เรา “เห็นชอบ” ไม่ได้!. เราต้องฟังธรรม!. คิดตาม พิจารณาตามความเป็นจริง!. ผิด-แก้ไข!. ไม่ใช่แบบก่อนๆ!. ผิดเป็นถูก ใครพูดอะไร?. ไม่ถูกใจ!. ไม่พอใจอย่างเดียว!. ถ้าเป็นความเป็นจริงแล้ว!. ความจริงใครก็ลบล้างไม่ได้!!!

ลูกศิษย์ของอาจารย์คนหนึ่งสารภาพบาปต่อหน้าคนอื่น!. แม้ว่าเขายังไม่เป็นคนดี!. แต่ทุกคนกลับชื่นชมเขา!. การกระทำที่ผิดต่อภรรยาแล้ว!. แต่กล้าสารภาพความผิดนั้นๆให้คนอื่นรู้  นี่คือสิ่งที่น่าสรรเสริฐชื่นชม!. ทุกๆคนพร้อมให้กำลังใจ!. ในการสำนึกดี!.
คนที่สารภาพผิด คือ คนที่กำลังจะเป็นคนดี!. แต่คนที่ทำผิดแล้วไม่ยอมรับ!. ยากที่จะมีโอกาสเป็นคนดีได้!. ผิดแล้ว แล้วไป!. (แต่อย่าไปสารภาพดะ ไม่เลือก!.)
การที่เราทำอะไรให้ถูกต้องนั้น ก็เพื่อตัวเราเอง!.  ไม่ใช่เพื่อคนอื่น!. เหมือนกับว่า เราปฏิบัติดี!. ปฏิบัติชอบ!. อยู่ที่ไหน ก็ดี!. แต่ถ้าเราประพฤติมิชอบ!. อยู่ที่ไหน?. ใครก็เดือดร้อน!.  แม้แต่ผีหรือสัตว์เดรัจฉาน ก็เดือดร้อนด้วย!. เมื่อเราทำดี ครอบครัวก็จะสงบสุขตามเราไปด้วย!.
เราไปถือบวช!. แต่ถ้าเรายังทำผิดศีลอยู่!. (เจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม) ไม่เรียกว่า มรรค และเมื่อเราไม่เจริญมรรคที่ถูก!. ผลก็ไม่เกิดขึ้น!!!
โดยสรุปแล้ว….
เราจะทำอย่างไรให้ใจสงบระงับและเยือกเย็น!. (ก็ต้องอาศัยการภาวนา ทำสมาธิ สร้างสติฯ ร่วมกับการเจริญพรหมวิหารสี่) และเราจะทำอย่างไรให้ “ละ” จากสิ่งที่ไม่ดีได้ เราจะต้องคิดพิจารณาจนเกิดญาณรู้ (จากการที่ประพฤติปฏิบัติมาเอง) และ “เห็น”... เมื่อเราเห็นแล้ว เราก็จะเกิดอารมณ์ใจสลด!. ปลงธรรมสังเวช!. เบื่อหน่ายจางคลาย!.  เกิดหิริโอตตัปปะ (อายชั่ว-กลัวบาป) ใจของเราก็จะเข้าสู่โมกธรรม!. (หนทางแห่งการพ้นทุกข์) ไม่ลุ่มๆ ดอนๆ เราจะไม่สร้างเหตุที่ไม่ดี!. เพราะ เรา “เห็นแล้ว” นั่นเอง….
หลายคนในคณะฯ ที่เจริญมรรค!. และกำลังจะเข้าสู่ผลแล้ว!. ก็ย่อมจะรู้ว่า เป็นอารมณ์แบบไหน?. แต่...คนที่ไม่สงบระงับ!. ยากที่จะคิดพิจารณาได้!.
อาจารย์ขอจบการบรรยายธรรมในวันนี้แต่เพียงเท่านี้!. เดี๋ยวพวกเราอุทิศส่วนกุศลและกราบลาพระพร้อมกัน....
*************************************************
สรุปคำสอนและเรียบเรียงคำบรรยายธรรมโดย.... หมอเล็ก
วันเสาร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ เวลา ๑๒.๐๐ น.


หมายเหตุ คุณงามความดี และอานิสงส์ผลบุญที่จะพึงบังเกิดมีขึ้นมากน้อยเพียงใดก็ตาม ในการที่เกล้ากระผมได้ตั้งใจในการเรียบเรียงและสรุปพระธรรมเทศนาในครั้งนี้ เกล้ากระผมขอนอบน้อมถวายเพื่อสักการบูชาแด่พระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยะสงฆ์เจ้าทั้งหลาย องค์บูรพาจารย์ทั้งห้า องค์หลวงพ่อพระราชพรหมยานแห่งวัดท่าซุง และแด่พระเดชพระคุณท่านอาจารย์ อ กสินัง ด้วยเศียรเกล้า และอย่างหาที่สุดมิได้ครับ!..


  คริ๊ก!! อ่านเรื่องสนทนา "พระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร?"